“เอกรัตน์ ปัญญะธารา” จากทริปสามวันสองคืน สู่ “ช่างภาพมืออาชีพ”

เอกรัตน์  ปัญญะธารา” จากทริปสามวันสองคืน สู่ ช่างภาพมืออาชีพ

ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดหนึ่งพันคำ คำกล่าวนี้หมายถึงว่าภาพสามารถบ่งบอกความรู้สึกและสื่อสารสิ่งต่างๆมากพอๆ กับใช้คำพูดเป็นพันคำเพื่ออธิบายออกมา  นอกจากนั้น ภาพถ่ายที่ออกมาแต่ละภาพไม่ได้เพียงแค่กดชัตเตอร์เท่านั้น หากแต่มีเรื่องราวเบื้องหลัง ดังนั้น ภาพถ่ายจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บันทึกอดีตไว้ นอกเหนือจากความทรงจำ ซึ่งไม่นานมานี้ คุณฟี่ ได้ให้เกียรติมาถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ของเขาให้ได้ฟัง  

“คุณฟี่- เอกรัตน์  ปัญญะธารา” ช่างภาพและบรรณาธิการภาพของนิตยสาร National Geographic Thailand ทำให้การเดินทางกับครอบครัวในวัยเด็ก ได้กลายเป็นเรื่องราวข้างหลังภาพที่เป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจการถ่ายภาพ สร้างสรรค์ภาพถ่ายสวยๆ มากมาย จนทำให้เขาก้าวมาเป็นเริ่มต้นจากความทรงจำ

ความสนใจเรื่องการถ่ายภาพ หลักๆ มาจากครอบครัว คือพื้นเพผมเป็นคนกรุงเทพฯ ที่บ้านผมทำธุรกิจน้ำแข็ง  ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีวันหยุด เราจึงกำหนดกันในครอบครัวว่าทุกปีเราจะไปเที่ยวหนึ่งครั้งทั้งครอบครัว ก็สามวันสองคืนอะไรอย่างนี้ครับ ไม่สามารถไปนานได้

ด้วยความที่หนึ่งปีมีโอกาสเที่ยวครั้งเดียวที่ได้ออกต่างจังหวัด ความรู้สึกของการอยากออกไปมันอยู่ในตัว  อยากผจญภัย อยากเดินทาง  

เวลาไปเที่ยวก็จะเห็นพ่อแม่ถ่ายรูป ก็ประทับใจ  เป็นความทรงจำครับ  สำหรับผมภาพถ่ายเลยจะเกี่ยวข้องกับเรื่องความทรงจำเสมอ   ขณะที่น้องชายของผมสองคน เขาอายุห่างกับผมมากพอสมควรคือ 6  ปี และ 8 ปี  รุ่นของพวกเขาเริ่มคุ้นเคยกับการใช้มือถือถ่ายรูปแล้ว  ทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้วครับ

ทริปกับครอบครัวที่ผมจำได้ไม่ลืม ตอนนั้นไปที่น้ำตกป่าละอู  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนนั้นเอากล้องมาใช้ครั้งแรก ผมขอลองถ่ายเอง  เป็นกล้องฟิล์ม  ถ่ายเสร็จก็ส่งล้างที่ร้าน  ปรากฏว่าไม่มีรูปเลยครับ (หัวเราะ) ก็เลยเป็นทริปที่จำได้ดี

แบ็คแพ็คครั้งแรก

 ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ  เอกการถ่ายภาพและภาพยนตร์    เรียนถ่ายภาพนิ่ง 2 ปี  ถ่ายภาพยนตร์ 2 ปี    ผมรู้ตัวว่าอยากเป็นช่างภาพสารคดีตั้งแต่เรียนปี 1  ก็มุ่งฝึกฝนเรียนรู้ว่าการเดินทางไปถ่ายภาพ สารคดีต้องทำอย่างไร มีทักษะอะไรที่สำคัญสำหรับเรา ซึ่งเรื่องราวตอนออกไปถ่ายภาพช่วงนั้นก็มีหลายอย่างครับ เจอผีบ้างอะไรบ้าง แต่ที่ผมว่าน่าสนใจคือตอนนั้นราวๆปี 3 ผมอยากลองไปต่างจังหวัดคนเดียว

ผมตัดสินใจไปเชียงใหม่ ตอนนั้นมีงานลอยโคม พอไปลงที่สถานีขนส่งที่นั่น  ผมก็เรียกสามล้อ บอกว่า “พี่ ผมมางานลอยโคม ช่วยพาไปที่พักใกล้งานหน่อยได้ไหมครับ ราคาเท่าไหร่”  ด้วยความที่ผมไม่มีความรู้เรื่องแผนที่ในเชียงใหม่ พอผมขึ้นรถ  เขาก็ขับไปแป๊บนึงแล้วก็จอด  ผมถามว่าแล้วเดินต่อไปงานลอยโคมทางไหน เขาบอกตรงไปอย่างนี้ๆ  ซึ่งผมเดินแล้วมันไกลมาก  พอผมเดินไปไปถึงที่  ถ่ายรูปเสร็จดูแผนที่เมืองเชียงใหม่ ปรากฏว่าโรงแรมที่เขามาส่งผม อยู่ใกล้ขนส่งมาก  ปรากฎว่ามันไกลจากงานมาก แต่ผมกลับมองว่ามันน่าสนใจดี เราไปในพื้นที่ซึ่งเราไม่มีความรู้ คือถ้ามองในแง่คณิตศาสตร์  ด้วยสถานที่ใกล้ขนาดนี้  ราคานี้ อาจจะเรียกว่าถูกหลอก แต่ผมกลับไม่คิดว่าตัวเองถูกหลอกเลย นี่คือการผจญภัยของผมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ตอนที่ผมไปครั้งนั้นคือราวๆ ปี พ.ศ.2550 หรือ พ.ศ.2549 ผมยังเด็ก มาตรฐานของภาพถ่ายตอนนี้กับตอนนั้นก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ผมมองว่า ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือในการฟื้นความทรงจำ ผมจะอินกับเรื่องราวระหว่างการเดินทางมากกว่าภาพสวยๆ  เพราะจริงๆ ไม่ได้จบแค่ไปลอยโคม  

หลังลอยโคม ผมขึ้นดอยอินทนนท์  ไปถึงก็ 2 ทุ่มแล้ว  กางเต็นท์  แบ็กแพ็คไปคนเดียว แล้วกางเต็นท์ตรงไหนก็ไม่รู้ ไปติดต่อเจ้าหน้าที่แล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้ความช่วยเหลือ พาผมขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่งที่จุดกาง  ช่วยผมกางเต๊นท์  เราเด็กกรุงเทพฯ ไม่รู้อะไรเลย สนุกดีครับ

ฝึกงาน

ช่วงผมเรียนปี 3 ประเทศไทยเริ่มมีนิตยสาร  National Geographic Thailand ผมก็ขอไปฝึกงาน พอฝึกงานเสร็จปุ๊บ ก็เริ่มถ่ายเรื่องแรก  เป็นโปรเจ็ค ตอนที่ทำธีสิส ก่อนจบมหาวิทยาลัย ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าเป้าหมายคือถ่ายให้  National Geographic  แค่คิดว่าทำอย่างไรให้ได้รูปที่ดีที่สุดในราคาประหยัดที่สุดเท่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยจะทำได้    ช่วงนั้นใช้เป็นฟิล์ม ผมก็ได้ติดต่อบริษัทฟูจิไป ขอซื้อฟิล์มแล้วเอามาโหลดใส่กั๊กฟิล์มเอง  เพราะผมเรียนพวกห้องมืดมาก็สามารถทำได้  เวลาที่เราโหลดใส่กั๊กฟิล์มเอง จากปกติที่เราถ่ายได้ 36 รูป จะสามารถถ่ายได้ 39 หรือ 40 รูป แปลว่าประหยัดต่อการล้างหนึ่งครั้งไป เวลาเราขอซื้อฟิล์ม เราก็ขอซื้อเขาในราคานักศึกษา จะเอาเป็นที่ใกล้หมดอายุหรืออะไรก็ได้ที่คุณภาพฟิล์มยังโอเค แต่ให้ราคาต่ำลงมาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้   พอได้รูปก็ส่งให้ National Geographic  พิจารณา แล้วเขาก็โอเค

การฝึกงาน ทำให้ผมได้ติดตามช่างภาพทางกองบรรณาธิการ ไปที่ต่างๆ   มีประสบการณ์ที่น่าสนใจหลายครั้งครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง  ผมขี่มอเตอร์ไซด์ไปที่บริษัทตามปกติ  ซึ่งผมจะมีกระเป๋ากล้อง 1 ใบ   มีเสื้อแจ็กเก็ตสไตล์ลุงๆ ที่เขาใช้ขี่มอเตอร์ไซด์อยู่ 1 ตัวเพื่อกันลม (หัวเราะ)   วันนั้นผมไปถึง  พี่เขาก็บอกว่า ฟี่ วันนี้จะไปปัตตานี พร้อมไหม ผมก็ถามพี่เขาว่าไปกี่วัน  พี่เขาตอบมาว่าอย่างน้อย 10 วัน ผมก็โอเค ไปก็ไป คือไปด้วยชุดๆ เดียว   ก็ต้องบริหารจัดการให้อยู่ได้และได้งาน  สนุกครับ เป็นทริปที่เซอร์ไพร์สเหมือนกัน

สู่ชีวิตทำงาน

เมื่อธีสิสของผมได้รับการตีพิมพ์กับ National Geographic Thailand ก็มีเรื่องที่ 2  ที่ 3 ตามมา  คืองานที่ National Geographic ไม่ใช่งานที่จะมอบหมายให้ใครก็ได้  คุณภาพของภาพถ่ายต้องถึง เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความไว้ใจ นั่นหมายความถ้าคุณได้ลงเรื่องที่หนึ่งแล้ว  คุณก็ได้รับความไว้ใจจากทีมงานว่าถ้ามอบหมายงานชิ้นต่อๆ ไปแล้วคุณจะไม่ทำเจ๊ง

 วิธีการทำงาน คือเวลาเราทำสารคดีเสร็จ ทำเลย์เอาท์เสร็จ เราต้องส่งไปเช็คปรูฟที่สำนักงานใหญ่ แล้วถ้าเขามีอะไรต้องแก้ไข เขาก็จะปรับรูปใหม่เรียงรูปใหม่หรืออะไรกลับมา ในยุคนั้น มีการตัดเรื่องเยอะครับ  หลายคนส่งเรื่องไป  ทางนู้นบอกคุณภาพไม่ดีตัดทิ้งไป ความไว้ใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ  

จากการทำงานกับ National Geographic Thailand ทำให้ผมเห็นโลกกว้างขึ้น ยิ่งทำให้เห็นว่าภาพถ่ายเป็นเครื่องมือที่ดีในการเล่าเรื่องและเป็นตัวเชื่อมโยงเรื่องราวให้ผู้ชมสนใจและรับรู้มัน 

ไปอเมริกา

เมื่อได้ถ่ายภาพ มีผลงานของตัวเอง ผมก็อยากให้ภาพถ่ายของตัวเองไปไกลขึ้น ดีขึ้น ก็เลยคิดว่าไปอเมริกาแล้วกัน  เพราะมีช่างภาพที่เราชอบผลงานของเขาอยู่ที่นั่น ผมอยู่ที่นั่นเกือบสองปีแล้วกลับมา  

ช่วงเวลาที่อยู่ที่นิวยอร์ก   ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ คือเราอยู่ที่เมืองไทย เราเป็นพลเมืองไทยถูกต้องทุกอย่าง แต่พอไปที่นั่นกลายเป็นพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3  ให้ประสบการณ์ที่น่าสนใจ  ผมมีเพื่อนหลายๆ คนที่เป็นผู้ลักลอบเข้าเมือง ใช้ชีวิตแบบผิดกฎหมาย  หนีข้ามพรมแดนมา การมีสังคมแบบนั้น ได้คุยกับคนกลุ่มนั้น ก็เปิดโลกอีกโลกหนึ่งที่เราไม่เห็นตอนอยู่เมืองไทย

พอกลับมาเมืองไทยเงินหมด อาจจะยังไม่ใช่หมดเสียทีเดียว แต่ต้องเก็บไว้ทำโปรเจ็คกับ  National  Geographic  Thailand  อีกเรื่อง ในขณะนั้นก็ต้องหาความรู้ด้วย แล้วผมก็หาว่าที่ไหนมีให้ทุนเรียนฟรีบ้าง  ก็ได้ไปเวิร์คช็อปสองปีติดกัน ปีแรกผมได้   Foundry Workshop  ซึ่งจะจัดทุกๆ 2 ปี เปลี่ยนประเทศไปเรื่อยๆ แล้วตอนนั้นเขามาจัดที่เชียงใหม่  เมืองไทยพอดี เขาอยากให้ทุนเรียนฟรีช่างภาพไทย 3 คน ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนปีต่อมา ผมได้  Ankor Photo Festival ที่เมืองเสียมราฐ  ประเทศกัมพูชา     

เวิร์คช็อปทั้งสองนี้จะให้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้  7 วัน จะทำเรื่องอะไรก็ได้ ไม่มีกรอบ  ต้องค้นคว้าเอง   ติดต่อประสานงานเอง  ทำทุกอย่างเอง

รางวัลที่ได้รับ

สำหรับวงการถ่ายรูปเมืองไทย  ถ้ารางวัลที่ผมได้รับแล้วเป็นที่พูดถึงกันมากคือ Street Foto Contest ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา  ผมได้รางวัลที่ 2 แล้วก็ได้รางวัล Gold Prize ของ Moscow International  Fotography  ที่มอสโก  ประเทศรัสเซีย  

อีกรางวัลคือรางวัลครบรอบความสัมพันธ์ 180 ปีไทยกับสหรัฐอเมริกา  ตอนนั้น  เขาหาช่างภาพไทย 50 คน ที่เคยไปถ่ายรูปที่อเมริกา และหาช่างภาพสหรัฐฯ 50 คน  ที่เคยมาถ่ายเมืองไทย  เอาภาพมาจัดแสดง  ผมได้ที่ 1 

รางวัลครบรอบความสัมพันธ์ 180 ปีไทยกับสหรัฐอเมริกา  เป็นรางวัลแรกที่ผมได้ในชีวิต ภาพนั้นเป็นภาพที่ผมไปถ่ายงานแฟร์ที่ชานเมือง  จะมีความเป็นชนบทของที่อเมริกา   เป็นงานที่คล้ายๆ บ้านเรา มีม้าหมุน มีชาวบ้านชาวนามาเที่ยวกัน แล้วตอนนั้นฝนตก เห็นน้องผู้หญิงสองคนไปนั่งหลบฝนอยู่ใต้โต๊ะ ผมก็เลยขอถ่ายรูป


@ekkaratpunyatara

หนึ่งในผู้มี Instagram น่าติดตาม

ผมใช้อินสตราแกรมมาตั้งแต่ ปี 2009 หรือ 2010  ในยุคนั้น  คนที่กระโดดเข้ามาเล่นอินสตราแกรม อาจจะยังไม่มีมากนัก ฉะนั้น ช่างภาพสารคดีในเมืองไทยที่ใช้อินสตราแกรมอาจจะยังไม่มากเท่าไหร่  ด้วยความที่ผมไปเมืองนอกและได้ทุนไปเวิร์คช็อป  ก็จะมีเพื่อนที่เป็นช่างภาพจริงจังที่เป็นคนอาเซียน และผมก็เลยเอาภาพถ่ายในแบบที่ผมสนใจ ไม่ใช่แบบที่นิตยสารสนใจ มาโพสต์ลงไป  หลายๆ คนก็ชอบ และก็ไปเข้าตาเจ้าของนิตยสารออนไลน์ที่สิงคโปร์  เขาก็เลยเลือกให้ผมเป็นช่างภาพชาวเอเชียที่ติดหนึ่งใน 20 ที่มีอินสตราแกรมที่น่าสนใจที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าผมไม่ใช่คนเก่ง ผมเป็นคนที่พยายามตลอดมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยถึงตอนนี้ผมก็ยังพยายามฝึกฝน หาความรู้เรื่อยๆ    

DAH at home in the Outer Banks, 2018. Photo by Alejandra Martínez.

cr.photo : https://www.davidalanharvey.com/

ช่างภาพที่ชื่นชอบ  

ชอบหลายคนเลยครับ อย่างถ้าเป็น Instructor ผมคือ เดวิด อลัน ฮาวีย์ (David Alan Harvey) ที่อยู่อเมริกา  ที่ผมชอบหลายคนเพราะ เมื่อเป็นบรรณาธิการภาพเอง มีหน้าที่นำภาพมาใช้อย่างไรให้มีพลังมากที่สุด ส่งความสวยงาม ความสำคัญของภาพนั้น ไปให้คนดูมากที่สุด  ฉะนั้นผมก็ต้องค้นหาว่าช่างภาพอเมริกันถ่ายอะไรกัน ช่างภาพฝั่งยุโรปถ่ายอะไรกัน ช่างภาพญี่ปุ่นภาพเป็นประเภทไหน  ช่างภาพอาเซียนภาพเป็นประเภทไหน ช่างภาพไทยถ่ายภาพประเภทไหน ฉะนั้น ผมน่าจะชอบหมดนะครับ  คือผมจะมีกรอบความคิดว่าภาพแต่ละภาพดีอย่างไร  หรือแม้แต่ภาพที่ผมดูแล้วไม่ได้รู้สึกว่าสวยเลย ผมก็จะตั้งคำถามว่าดีอย่างไร หรือเอามาใช้อย่างไร  ฉะนั้น เราก็หาข้อมูลไปเรื่อยๆครับ พอเรารู้ว่าดีอย่างนี้  ความชอบของเราก็จะหลากหลายมากครับ

ช่างภาพหญิงยังไม่เยอะ

ถ้านับตัวเลขแล้วนับว่าช่างภาพหญิงไม่เยอะ แต่ผมเข้าใจว่าบริบทในสังคม เมื่อก่อนผู้ชายอาจจะได้ออกจากบ้านมากกว่า  ผู้หญิงอยู่บ้านทำงานบ้าน ก็เลยทำให้ในยุคๆ หนึ่ง คนที่ทำอาชีพนี้ผู้ชายเยอะกว่า แต่ว่ายุคนี้ก็มีช่างภาพผู้หญิงมากขึ้น และผมว่าถ้าเราไม่ใช้คำว่าช่างภาพ แต่ใช้คำว่าคนถ่ายรูป โดยส่วนตัวผม ผมชอบดูรูปที่ถ่ายโดยผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะมุมมองผู้หญิงกับผู้ชายไม่เหมือนกัน  สีที่ใช้  คู่สี การเอาคู่สีอีกแบบมาใช้สร้างอารมณ์อีกแบบ ผมอาจจะดูรูปถ่ายโดยผู้ชายมาเยอะ พอผมเห็นรูปถ่ายโดยผู้หญิงก็สนใจ

กฎในการถ่ายภาพ

กฎในการถ่ายภาพว่าอะไรถ่ายได้ อะไรถ่ายไม่ได้  ผมว่ากฎพวกนั้นเกิดตามยุคสมัย  และก็ต้องปรับไปตามกาลเวลา  อย่างเช่นเรื่องสิทธิ  การถ่ายโดยเปิดเผยอะไรมากเกินไป เขาโอเคไหม  ก็ต้องปรับกันไป ผมว่าเป็นหน้าที่ของช่างภาพที่จะตามให้ทันว่าตอนนี้สังคมยอมรับอะไรไม่ยอมรับอะไร แต่กฎเดียวของผมเลยคือห้ามขี้เกียจ (หัวเราะ)  พกกล้องติดตัวตลอด 

ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของอาชีพ

แม้ผมได้รับรางวัลต่างๆ มา แต่ผมรู้สึกว่าผมเองก็ล้มเหลวตลอดเวลา คือวันนี้ผมได้รูปสวย พรุ่งนี้ผมก็เบื่อแล้ว อยากให้รูปสวยกว่า  ทำอย่างไรดี ซึ่งมันอาจจะไม่ดีก็ได้นะครับ อาจจะนำความเครียดความกดดันมา แต่ผมก็แค่เป็นคนแบบนั้น คืออยากจะได้ภาพที่ดีขึ้น  วิธีรับมือกับความล้มเหลวของผมคือ แค่ต้องทำ  

ผมรู้สึกว่าคนที่จะมาเป็นช่างภาพ คือทุกอาชีพจะต้องมีคุณสมบัติบางอย่าง ซึ่งถ้าคุณไม่ได้มีคุณสมบัตินั้น คุณอาจจะทำได้ไม่ดีพอ  หรือไม่สามารถทำได้ในแบบที่ลูกค้าต้องการได้ แต่คุณอาจจะสร้างสรรค์อย่างอื่นออกมาได้ ซึ่งคุณจะต้องหาตลาดอื่นหรืออะไรก็ว่าไป ฉะนั้น ผมว่าความล้มเหลวมันอยู่ในส่วนหนึ่งของอาชีพนี้ ทุกคนต้องเจอ  แล้วอย่างผมซึ่งเป็นช่างภาพสารคดีที่ค้นคว้าร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ผมจะไม่ใช้ทั้งหมดมาทำงาน ผมชอบใช้ประสบการณ์จริงของผมออกมา  สมมุติผมได้ข้อมูลมา ว่าหมู่บ้านนี้  มีเรื่องเป็นแบบนี้ ผมจะลงไปจริงและผมจะเล่าว่าเจออะไร ไม่ใช่ข้อมูลที่ผมอ่านเจอมา  

ทำในสิ่งที่รู้ดีที่สุด

ผมเป็นคนที่เชื่อว่าการที่คุณจะเป็นศิลปินที่ดี  เป็นช่างภาพที่ดี คุณควรจะทำงานในสิ่งที่คุณรู้ดีที่สุด ฉะนั้น ผมเกิดและโตในเมืองไทย ส่วนใหญ่ผมจึงทำงานในเมืองไทยเป็นหลัก ยกตัวอย่าง เวลาเราหาข้อมูลในยุคนี้ก็มักจะอาศัยอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งข่าว ทั้งนั่นนู่นนี่ แต่หลายๆ ครั้ง ข่าวถูกเขียนขึ้นมาโดยโปรยความรู้สึกผ่านคำให้มันน่าสนใจ แต่พอเราลงพื้นที่ปุ๊บก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว  เรียกว่าร้อยละ 90 เลยที่ไม่เหมือน   ผมคิดว่าบางทีก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง  อะไรหลายๆ อย่างด้วยครับ อย่างเช่น  สมมุติเราเห็นคนกินหมา เราอาจจะรู้สึกว่าโหดร้าย ใจร้ายจังเลย แต่ถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์ว่าเกิดจากคนยุคสงครามเวียดนามอพยพเข้ามา เป็นวัฒนธรรมของเขา ผมว่าก็เข้าใจได้  

เสน่ห์ที่ต่างกันของฟิล์มกับดิจิตอล  

ฟิล์มแพงกว่า ฉะนั้นพอแพงกว่า ความแม่นยำต้องเยอะขึ้น แล้วผมอาจจะเอ็นจอยกับความ mechanic ของมัน ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับคนชอบนะครับ แต่ในความเห็นของผม ถ่ายฟิล์มไม่ได้แปลว่าถ่ายสวย  ภาพสวยกับการใช้ฟิล์มหรือเปล่าเป็นคนละเรื่อง ฉะนั้นไม่ใช่ข้ออ้างของการได้รูปไม่ดี  

จำเป็นไหมกับอุปกรณ์แพงๆ

ถ้าพูดแค่แบบตื้นๆ แค่ให้ภาพออกมาสวย ก็ไม่จำเป็นครับ  ใช้มือถือก็ได้ อะไรก็ได้  มือถือรุ่นโบราณ จอมัวๆ ก็มีเสน่ห์ของมัน ถ้าคุณเอาเสน่ห์ตรงนั้นมาใช้ให้ถูก แต่ถ้าคุณอยากถ่ายเพื่อหาเงิน คุณต้องรู้ว่ามาตรฐานที่ลูกค้าต้องการคือตรงไหน ถ้าคุณใช้อุปกรณ์ที่ไม่สามารถถ่ายภาพได้ตามมาตรฐานของเขามันก็ไม่ใช่อยู่แล้ว

ครั้งแรกที่ผมถ่ายรูป ผมใช้กล้องออโต้ของพ่อแม่ที่กดถ่ายปุ่มเดียว  แล้วก็กระโดดมาใช้เป็นกล้อง manual กล้องออโต้  กล้องดิจิตอล  กล้องดิจิตอลที่ใหญ่ขึ้น แล้วก็ใช้กล้องดิจิตอลที่มีฟังก์ชั่นแบบยุคโบราณบ้าง

โดรน อีกหนึ่งเครื่องมือถ่ายรูป

ผมเองก็ใช้โดรนช่วยในการถ่ายรูป  การใช้โดรน ผมว่าเหมือนเล่นรถบังคับครับ  มันคือรถบังคับที่ไม่ได้ยาก แต่ผมว่าความสนุกของมัน  คือให้ภาพที่แปลกใหม่ ฉะนั้น คนจะว้าวกับภาพที่แปลกใหม่  แต่ถ้าคุณเป็นช่างภาพหรือ editor  จะรู้ว่าบางทีความแปลกใหม่ไม่ได้แปลว่าสวย คือเวลาเราดูเราจะแยกออก หรืออย่างปัจจุบันเวลาคนใช้กล้องฟิล์ม  ก็จะดูเหมือนถ่ายรูปเก่ง ซึ่งการใช้กล้องฟิล์มไม่ได้แปลว่าถ่ายรูปเก่ง  คือคุณต้องดูที่ output

ผลงานตัวเองที่ประทับใจ

จริงๆ มีหลายเรื่องนะครับ คืออย่างตอนนี้ ผมเริ่มเอางานวิจัย interface ออกมาเป็นภาพ ก็จะเป็นชุดงานที่มีประโยชน์ไม่เพียงเฉพาะคนที่มาดู หรือช่างภาพที่ได้ภาพ  แต่เป็นการนำงานวิจัยต่างๆ มาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับรู้  เป็นการช่วยเหลือทีมวิจัย ช่วยเหลือบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วผมก็มีทำโปรเจ็คส่วนตัว  เป็นโปรเจ็คที่ผมสนใจทำเอง มันก็ค่อนข้างน่าสนใจ  โปรเจ็คพวกนี้เวลาทำก็จะอิน  ทำไมคนเราโหดร้ายขนาดนี้  อย่างเช่น ที่ผมถ่ายผมไม่ได้ถ่ายทหารที่โดนกับระเบิด  ผมถ่ายชาวบ้านซึ่งเขาโดนเพราะไปหาอาหาร  แล้วส่วนใหญ่เวลาที่โดน  ถ้าโดนระเบิดใหญ่ก็คือตายเลย แต่ก็จะมียุทธวิธีหนึ่งคือการวางระเบิดเล็ก จุดประสงค์คือทำให้บาดเจ็บ  สมมุติ ทหารหน่วยหนึ่งมากันจำนวนหนึ่ง ถ้าเพื่อนตายก็คือตายเลย ที่เหลือก็สู้ต่อได้ แต่พอบาดเจ็บ ก็ต้องมีทหารอีก 2-3 คนช่วย   ผมก็รู้สึกว่าคิดวิธีนี้ได้อย่างไร  โหดมาก  อันนั้นคือเรื่องกลยุทธ์หนึ่ง  ผมก็อินมาก  คิดอย่างนี้ได้อย่างไร โหดร้ายมาก แต่พอสงครามจบ คนที่โดนคือชาวบ้าน  เวลาทำโปรเจ็คพวกนี้ก็จะอิน คือผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องของความเป็นคน  พอมาถึงจุดของการต่อสู้ที่มันแพ้ไม่ได้มนุษย์ก็ทำอะไรก็ได้ โหดร้ายมาก  

cr. photo : IG Ekkarat Punyatara

อย่ากลัวรูปไม่สวย

สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้เวลาถ่ายรูป  อย่ากลัวว่ารูปของคุณจะไม่สวย  ผมเชื่อว่าศิลปะ คือการสร้างสรรค์ผลงานออกมาผ่านสัญชาตญาณบางอย่าง ผมเชื่อว่าทุกคนถ่ายรูปสวยหมด  เราไม่ได้พูดถึงว่าถ่ายเพื่อให้ใครชอบ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนถ่ายรูปสวยอยู่แล้ว ฉะนั้นผมจะมีความสุขมากถ้าไปดูรูปของคนที่คิดว่าถ่ายรูปไม่เป็น แล้วผมก็จะค้นพบว่าถ่ายรูปสวยจังเลย คุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ารูปคุณสวย ผมมีเพื่อนที่เป็นคนพม่าที่เคยทำงานอยู่แถวนี้  เป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 17-18  ทำงานในเมืองไทย มีโทรศัพท์มือถือโง่ๆ เครื่องหนึ่ง แล้วเขาเปิดให้ผมดูว่าเขาถ่ายรูปตัวเองแล้วรีทัช  คือคนพม่าวัยรุ่นเขาจะชอบฮิปฮ็อป แก๊งค์น้องเขาจะเป็นแกงค์ฮิปฮ็อป แล้วเขาก็รีทัชเอาอะไรต่างๆ มาใส่ ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าอยู่ใน exhibition ได้เลย คือสวยมาก โดยแค่เขาถ่ายทอดสิ่งที่ตัวตนของเขาในลักษณะที่เขาอยากจะเป็นผ่านภาพถ่าย  และเขาไม่ได้แคร์ด้วยว่าภาพออกมาสวยหรือไม่สวย คือผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าภาพ Fine Art หรืออะไร แต่รูปจริงใจมาก คือแค่นี้ก็พอแล้วที่ทำให้

ALL Interview UPDATE