"ครูอ๊อด" มูลนิธิบ้านนกขมิ้น เสาหลักแห่งบ้าน เพื่อเด็กด้อยโอกาส

ชื่อของครูอ๊อด แห่งมูลนิธินกขมิ้นเป็นที่รู้จักกันว่าเปรียบเสมือน "พ่อ” ของเหล่าเด็กๆในบ้านนกขมิ้น  ที่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่  ให้โอกาสในการศึกษา  และมอบความรักความอบอุ่นแก่เด็กๆในบ้านทุกคน  ซึ่งวันนี้ท่านให้เกียรติมาถ่ายทอดเรื่องราวของท่านเองและบ้านนกขมิ้นให้เราทุกคนทราบกัน

จากเด็กกำพร้าที่ต้องการมีชีวิตที่ดี

ผมนายสุรชัย สุขเขียวอ่อน หรือที่เด็กๆเรียกว่าครูอ็อด มีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการที่มูลนิธินกขมิ้น เป็นทั้งผู้อำนวยการและพ่อที่ดูแลเด็กๆที่หมู่บ้านนกขมิ้นหลายครอบครัวครับ 

ชีวิตในวัยเด็กของผมนี่ก็ต้องบอกว่าเป็นเด็กกำพร้า  มาจากครอบครัวแตกแยก  เป็นเด็กที่อยู่ในเขตสลัมคลองเตย ตลาดคลองเตย  มีโอกาสได้เห็นชีวิตเพื่อนๆ ที่อยู่ตามตลาด  เป็นเด็กที่มีชีวิตเร่ร่อน  ลำบากมาก  ในใจตอนนั้นก็คิดว่าเราอยากจะก้าวพ้นชีวิตอย่างนี้ไปให้ได้   เลยพยายามเรียนหนังสือ จนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง

จุดเริ่มต้นของหมู่บ้านนกขมิ้น

หมู่บ้านนกขมิ้นมีจุดเริ่มต้นจริงๆจากคุณพ่อเออร์วิน  กรอบลี (Mr.Erwin Groebli)  มิชชันนารีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสจ๊วตสายการบินสวิสแอร์   ตอนนั้นรู้สึกท่านอายุ 50 กว่าปี ท่านอยากจะอยู่เมืองไทยหลังเกษียณ ท่านก็ไปเรียนมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง   ในขณะที่เรียนก็ได้เจอเด็กคนหนึ่ง  เป็นเด็กเร่ร่อน อายุ 8-9 ขวบ  ท่านก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมเด็กคนนี้มานอนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ตามถนน เลยไปคุยกับเขา เด็กก็บอกว่าหนีออกจากบ้านมา  ไม่มีที่นอน ไม่มีที่กิน ท่านก็เลยชวนเขาไปที่อพาร์ตเมนต์  ให้เขาไปอาบน้ำ  กินข้าว เด็กก็ชอบ และไปชวนเพื่อนที่เป็นเด็กเร่ร่อนด้วยกันมา  เด็กหลายคนก็มาหาคุณพ่อบ่อยๆ  คนที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์และคนที่ดูแลก็เกรงว่าจะเกิดปัญหาความไม่สบายใจ  ความเดือดร้อนรำคาญ  เลยแนะนำคุณพ่อว่าน่าจะไปทำบ้านเด็กกำพร้านะ   คุณพ่อก็เลยตัดสินใจลาออกจากการเป็นสจ๊วต แล้วสมัครเป็นมิชชันนารีที่สวิตเซอร์แลนด์ แล้วมาเมืองไทยก็ระดมทุนได้มา 3 แสนบาทครับ มาสร้างบ้านนกขมิ้น บ้านเล็กๆหลังหนึ่ง เริ่มจากเด็กประมาณ 5 คน

ตอนนั้นยังไม่เชื่อว่าบ้านนกขมิ้นนะครับ ไม่รู้ว่าจะตั้งชื่ออะไร  คุณพ่อเออร์วินบอกว่าเด็กพวกเนี้ยเหมือนกับนกขมิ้น  ไม่มีรังนอน     เราสร้างบ้านให้กับเขาเรียกก็น่าจะเรียกว่าบ้านนกขมิ้น มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่าบ้านนกขมิ้น แล้วก็คนบางคนไม่รู้นึกว่าบ้านนกขมิ้นเป็นมูลนิธิที่เลี้ยงนกนะครับ เป็นมูลนิธิเลี้ยงสัตว์  แต่ว่าจริงๆแล้วความหมายเป็นเพลงไทยเดิม  สมัยก่อนเราเคยฟังนะครับว่า เพลงที่บอกว่า “นกขมิ้นเหลืองออก ค่ำแล้วจะนอนที่ตรงไหน”

ตอนนั้น บ้านนกขมิ้นเป็นบ้านเล็กๆ แล้วคุณพ่อเออร์วินก็คิดว่าเราน่าจะดูแลเด็กมากกว่านั้นนะครับ  แต่คุณพ่อก็เป็นฝรั่ง  ไม่รู้ว่าจะไปหาเด็กที่ไหน  ตอนนั้นผมเป็นครูข้างถนนอยู่ในรามคำแหงเหมือนกันนะครับ  ช่วงนั้นผมก็มีเด็กที่ติดตามอยู่ประมาณ 20-30 คน มีเด็กบางส่วนก็ต้องการเรียนหนังสือ แต่เราไม่รู้จะทำอย่างไร ส่งกลับบ้าน บ้านก็ไม่รับ เราอยากจะหาบ้านใหม่ให้เขา  ให้เขาได้เรียนหนังสือ เพราะเขาอายุยังไม่มาก อายุประมาณ 8-9 ขวบ ก็มีคนมาแนะนำให้รู้จักกับคุณพ่อเออร์วิน  แล้วก็พาเด็กส่วนหนึ่งจากข้างถนนเข้ามาอยู่ที่นี่ครับ  หลังจากนั้น เราก็ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ผมยังเป็นนักศึกษารามอยู่เลยครับ  

จำนวนเด็กที่อยู่ในความดูแลของบ้านนกขมิ้น

ปัจจุบัน เรามีเด็กที่อยู่ในความดูแลประมาณ 200 คนนะครับ มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย อยู่ที่เชียงราย เชียงใหม่ สุโขทัย  กรุงเทพฯ  เรามี 3 สถานสงเคราะห์นะครับ แล้วแต่ละสถานสงเคราะห์ เราก็จะมีเด็กที่อยู่ตั้งแต่ชั้น ประถม แล้วก็มัธยม  และเด็กบางส่วนก็เรียนระดับมหาวิทยาลัย เราจะดูแลพวกเขาจนจบปริญญาตรีครับ

เหตุการณ์ในความทรงจำที่เคยช่วยเด็กๆไว้

เด็กคนนี้มาจากพัทลุง  พ่อแม่เขาเสียชีวิตไปนะครับ   เราก็ดูแลเขา  ตอนนั้นเขาก็เริ่มจะมีปัญหาในหมู่บ้าน  ก็มีคนแนะนำว่าน่าจะอยู่ที่บ้านนกขมิ้น  แล้วก็ดูแลเขาตั้งแต่ประถมจนจบปวช.แล้วก็ได้มาเรียนต่อมหาวิทยาลัย    เขาชื่อดำ หรือคุณโชคชัย  และก็มีส่วนในการก่อตั้ง มานาวิสาหกิจ เพื่อสังคม ในการที่จะรับบริจาคสิ่งของ แล้วนำรายได้มาช่วยเหลือน้องๆในบ้านนกขมิ้นครับ

อีกคนหนึ่ง เป็นเด็กเร่ร่อนมาจากภาคอีสาน  น่าจะจากอุดรธานี  ชื่อกวิน  พ่อของเขาเสียชีวิตไปส่วนแม่ก็เป็นคนเร่ร่อนเหมือนกัน เรามีโอกาสดูแลเขาตั้งแต่เขาเล็กๆ ประมาณ 9 ขวบ  ปัจจุบันเขาเรียนจบด้านศาสนศาสตร์แล้ว และเป็นศิษยาภิบาลอยู่ที่จังหวัดสุโขทัยครับ

ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆกับพ่อ-แม่ ที่ดูแลในแต่ละบ้าน

รูปแบบในการดูแลเด็กในบ้านนกขมิ้น ถึงแม้เราจะเป็นสถานสงเคราะห์ แต่เราดูแลแบบครอบครัว ในแต่ละครอบครัวจะมีเด็ก 10  12 หรือ 15 คน  และก็จะมีพ่อแม่ที่เป็นคู่สามีภรรยา ที่จดทะเบียนกันอย่างถูกต้องจริงๆ ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ดูแลเด็ก

การเป็นพ่อแม่ก็คือต้องอยู่กับเขาตลอดเวลา ไม่มีลากิจ   ไม่มีลาพักร้อน นะครับ  ต้องดูแลเขาตลอด  ดูแลเหมือนเป็นลูกจริงๆเลยนะครับ แล้วส่งเสียหรือสนับสนุนให้เขาได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี

ในบ้านนกขมิ้น เราดูแลเด็กๆเหมือนลูกคนหนึ่งครับ  เราก็เป็นระเบียบเหมือนระเบียบครอบครัว  เด็กก็ต้องอยู่ในระเบียบคือ เข้านอนตรงเวลา  กินข้าวตรงเวลา  เช้าก็ต้องไปโรงเรียนแล้วก็ร่วมกิจกรรมกับเรา ส่วนวันอาทิตย์  เนื่องจากเราก็ดูแลด้านจริยธรรมเด็ก  เราก็มีโอกาสพาเด็กไปโบสถ์ ให้เขาได้รับกรอบรมด้านจริยธรรมทุกๆอาทิตย์  เด็กก็จะมีความสัมพันธ์เหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง ไปไหนก็ไปด้วยกัน กินด้วยกัน  เที่ยวด้วยกันนะครับ  มีกิจกรรมในบ้านคือให้มองภาพเหมือนกับครอบครัวปรกติมากกว่าที่จะเป็นสถานสงเคราะห์

กฎเหล็กจริงๆเป็นกฎเหล็กแห่งความห่วงใยนะครับผม  เราไม่ให้เขายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดนะครับ  ยาเสพติดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดธรรมดา  บุหรี่ เหล้า หรือยาเสพติดทั่วไปที่มีขายกันอย่างนี้ครับ เราก็บอกเขาว่าเป็นสิ่งไม่ดี ให้รู้จักยับยั้งชั่งใจให้เขารู้จักปฏิเสธคนอื่น ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราปลูกฝังให้ในชีวิตของเขา แล้วการพนัน ก็เป็นสิ่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นการพนันทั่วไปหรือพนันออนไลน์  เราก็สั่งห้ามครับ  เราบอกเขาว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งไม่ดี  มันจะทำให้ชีวิตของเขาตกต่ำลงครับ

เกณฑ์การคัดเลือกเจ้าหน้าที่ ที่เข้ามาทำหน้าที่ พ่อ-แม่ ประจำบ้าน

การที่เราจะคัดเลือกคนที่จะมาเป็นพ่อแม่ในการดูแลเด็ก  อันแรกนะครับ เราต้องดูว่าเขาเป็นคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องอยู่ด้วยกันมานานแล้ว  ไม่มีประวัติทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว  แล้วก็เป็นคนรักเด็ก   เขาจะมีลูกด้วยก็ได้นะครับ เราไม่ติดตรงนี้  แต่ว่าต้องบอกเขาว่าการที่มาดูแลเด็กที่บ้านนกขมิ้น ต้องมาแบบครอบครัว ทั้งคู่สามีภรรยา แล้วก็ให้เขามีหน้าที่ในการดูแลอาหารการกินความเป็นอยู่ต่างๆของเด็ก แนะนำชีวิตและเขาต้องเป็นแบบอย่างให้เด็ก  นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  คือว่าเขาต้องรักเด็กเหมือนกับลูกแท้ๆของเขาครับ   

เขามาเป็นพ่อแม่ในบ้านนกขมิ้น  ถึงจะมีลูกติดมา เราก็ยินดีครับผม เพราะถือว่าเขามีประสบการณ์ในการดูแลเด็ก ดูแลลูก มาแล้ว   บางคนเข้ามาไม่มีลูก มามีลูกที่นี่ก็เหมือนกับเป็นพี่น้องกันนะครับ  เด็กก็รู้สึกซึมซับความอบอุ่นว่าเขามีทั้งลูกของพ่อแม่ที่เหมือนกับน้องของเขาแล้วก็พี่ของเขาด้วย 

ดูแลเด็กเยอะท้อบ้างหรือไม่

การทำงานด้านนี้นะครับบางครั้งก็เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง  ก็ต้องรองรับความกดดันในสังคม เพราะการที่เราดูแลเด็กเหล่านี้ก็อาจมีคนมองว่า เอ๊ะ!ครูอ๊อดเอาเด็กเหล่านี้มาหากินหรือเปล่า   หรือว่าเด็กเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม  ช่วยเหลือไปแล้วจะได้ประโยชน์หรือเปล่า 

ผมเคยถูกตำรวจเรียกไปคุยว่ามาดูแลเด็กเหล่านี้ได้ประโยชน์ไหมเปลี่ยนแปลงได้ไหม   เราก็พยายามสร้างแนวคิดมุมมองเด็กเหล่านี้เป็นลูกหลานของเรา เป็นเด็กไทยด้วยกันถ้าเราไม่ดูแลเขา โตขึ้นเขากลายเป็นคนไม่ดีก็จะทำให้สังคมเดือดร้อน  ทำอย่างไรให้สังคมมีส่วนร่วมในการดูแลเขา

 เมื่อเราทำงานแล้วเราเจอปัญหา เกิดปัญหา ทำให้เรารู้สึกท้อแท้ ท้อถอยหรือว่าเหนื่อย  สิ่งหนึ่งที่ผมจะแก้ได้ก็คือเราจะมองไปที่เด็กนะครับ  การเห็นเด็ก  แววตาเด็ก  เด็กตาดำๆที่เราดูแลอยู่ แล้วก็คิดถึงอนาคตของเขา  คิดถึงเราเมื่อตอนยังเป็นเด็กว่าเรารู้สึกอย่างไรบ้าง  การที่เราได้เห็นแววตาของเขาก็เหมือนกับการเติมพลังให้กับเราที่จะต้องฝ่าฟันเพื่อนำเขาไปสู่จุดหมายให้ได้ครับ

จุดเริ่มต้นของโครงการ"เหลือ-ขอ"

จุดเริ่มต้นของโครงการหรือขอต้องบอกว่าการที่เราจะดูแลเด็กเหล่านี้นี่ครับต้องใช้งบประมาณมากพอสมควรไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารหรือการศึกษา

อาหารเราสามารถที่จะปลูกพืชปลูกผักได้ เลี้ยงปลาเลี้ยงสัตว์ได้ แต่การศึกษาต้องใช้จ่ายเป็นค่าเทอมค่าอุปกรณ์การศึกษาต่างๆ มีคนแนะนำว่าให้ดูจากมูลนิธิรุ่นพี่นะครับ ที่เขาก็รับบริจาคของเหล่านี้   ของเหลือใช้ต่างๆแล้วก็เอามาขายเพื่อเป็นทุนการศึกษาเด็กๆ  เราก็เลยเริ่มต้นเรียกว่าโครงการ “เหลือ-ขอ” เพราะว่าเราทำจากกลุ่มคนเหลือขอ  คนที่สังคมอาจจะไม่ยอมรับนะครับ เราก็เลยเรียกชื่อโครงการ “เหลือ-ขอ” คือขอของเหลือใช้จากท่านนะครับ เพื่อจะเอาเงินเป็นค่าการศึกษาให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเรียนจนจบปริญญาตรีมีงานที่ดีทำ ทำให้คนรู้สึกว่าการที่เขามีส่วนร่วมในสังคม  และเป็นการสร้างโอกาสให้กับเด็กๆด้วยครับ 

ทิศทางของมูลนิธิในอนาคต

ในอนาคตนะครับเนื่องจากในภาครัฐก็กำลังมีนโยบายตั้งศูนย์การเรียนรู้นะครับ เป็น พ.ร.บ. ใหม่  พ.ร.บ.เพื่อส่งเสริมการศึกษา ในอนาคตบ้านนกขมิ้นอาจปรับเปลี่ยนบางจุดบางสถานที่เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กด้อยโอกาส สำหรับคนทั่วไปในชุมชนด้วยครับ

 บ้านนกขมิ้น เราก็ต่อสู้มานานล้มลุกคลุกคลานมานานนะครับ  ปัญหาก็เป็นปัญหาทั่วไปครับ   ปัญหาด้านงบประมาณ ด้านเอกสารต่างๆของเด็ก  เพราะเด็กบางคน เรารับเข้ามาไม่มีเอกสารเลย  ไม่มีเอกสารแสดงความเป็นตัวตนเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นใบเกิดหรือหรือเอกสารทะเบียนบ้าน เราต้องตามหาสิ่งเหล่านี้   เราก็พยายามประสานกับราชการในการที่จะหาทางแจ้งเกิดเขา   หาทางที่จะทำเอกสารการเกิดและเอกสารทะเบียนบ้าน   เอกสารเพื่อสอบเพื่อเข้ารับการศึกษาต่างๆให้แก่เขานะครับ 

อีกอันหนึ่ง เด็กที่อยู่กับเรา บางครั้งที่จบออกไป  สังคมอาจจะมองว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่มีเบื้องหลังที่มีปัญหาหรือเปล่า  ผมขอเรียนว่าเด็กเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีและพร้อมที่จะออกไปอยู่ในสังคมได้นะครับผม  สามารถทำงานได้ เราส่งเสริมให้เขาเรียนจบและเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม

 ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มที่พลาดพลั้งติดยาเสพติด  เรามีศูนย์บำบัดยาเสพติดอยู่ที่เชียงราย  กลุ่มเรานี้เราก็ดูแลเขา  อบรมเขา ให้เลิกยาเสพติดแล้วพัฒนาตนเอง    กลุ่มเหล่านี้เราก็อยากให้สังคม ให้โอกาสให้เขาได้มีโอกาสทำงานเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมด้วยครับ

โครงการบำบัดผู้ติดยาเสพติด จังหวัดเชียงราย

ศูนย์บำบัดยาเสพติดที่เชียงรายเป็นการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่าย   เรามีอาคารสถานที่นะครับ แล้วก็มีคนที่มีใจอาสา  ที่มีความรู้ในด้านฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดเข้ามาดูแลที่นั่นแล้วก็มีการอบรมฟื้นฟูจิตใจให้ผู้ติดยาเสพติดเข้มแข็งและไม่ไปเสพอีกนะครับ  ตรงนั้น เรามีทั้งเด็กของเราที่พลาดพลั้งไปแล้วก็คนข้างนอกอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในวัยที่เขาอยากจะได้รับการบำบัดเพื่อจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในสังคมต่อไป     เราก็รับได้ประมาณครั้งละ 20 คนครับผม

ความคิดเห็นที่มีต่อเยาวชนในปัจจุบัน  

วันนี้ผมก็เป็นห่วงเด็กมากมายนะครับ ที่เขาอาจจะอยู่ในสื่อโซเชียลต่างๆ ซึ่งจริงๆมีทั้งด้านลบและด้านบวกนะครับผม  ด้านบวกคือเขาสามารถใช้สื่อของเขาในการพัฒนาตนเองได้  เด็กบางคนฝึกไลฟ์ขายของออนไลน์ หารายได้เป็นทุนการศึกษา    เด็กบางคนก็ฝึกที่จะสร้างสรรค์ไม่ว่าจะร้องเพลงหรือแสดงต่างๆ ผ่านทางสื่อโซเชียลทำให้เขามีตัวตนในสังคม เด็กบางคนก็รู้จักทำคอร์สออนไลน์  ผมเห็นเด็กบางคนสามารถทำเป็นกลุ่มติว เป็นคอร์สออนไลน์ แล้วเขาก็รวมกลุ่มกันในการใช้สื่อโซเชียลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อชีวิตของพวกเขา  แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งที่ก็อยากจะดังเหมือนกันนะครับ แต่เป็นการดังจากการทำสิ่งไม่ดี เพื่อให้คนสนใจ  ตรงนี้ผมก็เป็นห่วงเหมือนกัน เพราะการใช้สื่อในด้านบวกเป็นสิ่งที่ดีในสังคม  แต่การใช้แบบไม่มีวิจารณญาณความคิดอาจเป็นโทษกับชีวิตของเขา แล้วก็เป็นภัยกับคนอื่นได้ครับผม

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่อยากบริจาค

จำนวนผู้ที่บริจาคเข้ามาอาจจะนับยากนิดหนึ่งครับเพราะเขาเข้ามาทุกวัน แต่โครงการ เหลือ-ขอ วัตถุประสงค์จริงๆที่ผมทำโครงการนี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะเปิดโอกาสเปิดใจคนในสังคมให้เขารู้สึกว่าการบริจาคเป็นสิ่งที่ง่ายและทุกคนทำได้นะครับ เราก็เลยมองว่าคุณสามารถบริจาคอะไรก็ได้ครับในสิ่งที่คุณมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าเศษกระดาษเรารับบริจาคหมดเพื่อว่าให้คุณรู้สึกเปิดใจและมีใจในการบริจาคก่อนนะครับ เพราะว่าไม่อยากให้คนคิดว่าจะบริจาคได้ต้องมีเงินก่อน  ต้องมีฐานะที่ดี  ซึ่งจริงๆแล้ว คือต้องมีหัวใจก่อนนะครับ  เริ่มต้นง่ายๆนะครับ  ให้สะดวกบริจาคแล้วก็เปิดใจคนในสังคม  อยากให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการแบ่งปันครับ

ช่องทางติดต่อมูลนิธิฯ

การติดต่อบ้านนกขมิ้นนะครับ อาจจะเป็นทางโทรศัพท์ก็ได้ครับ (02-3756497 และ 02-3752455 ) หรือว่าทางเว็บไซต์บ้านนกขมิ้น (www.baannokkamin.org )  แล้วก็ในโซเชียลต่างๆนะครับ  ไม่ว่าจะเป็นใน เฟชบุ๊ก  ครูอ๊อด ขออาสา (ครูอ๊อด ขออาสา) หรือเฟชบุ๊กบ้านนกขมิ้น (มูลนิธิบ้านนกขมิ้น)  ในทวิตเตอร์ก็มีนะครับ ( ครูอ๊อด ขออาสา )

เราก็พยายามเปิดช่องทางต่างๆให้กับคนในสังคมที่จะสามารถติดต่อเราได้สะดวกที่สุดเพื่อที่จะมีโอกาสมาทำกิจกรรมดีๆร่วมกันครับ

ข้อคิดที่อยากฝากไว้

สำหรับผมนะครับ  อยากให้คนในสังคมให้โอกาสกับเด็กไม่ว่าจะลูกของตัวเอง หลานของตัวเอง ญาติๆของเรา  แม้กระทั่งเด็กด้อยโอกาสในสังคม  ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดี ถ้าเราให้โอกาสเขา และเขาจะเป็นคนดีของชาติครับ

จากเด็กๆถึงครูอ๊อด

แนะนำตัว

ทิม:สวัสดีครับ ผมทิมนะครับ  นายโชคชัย  พฤกษ์สีดา  อายุ 19 ปี เรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ศรีราชา ครับ   คณะการจัดการครับผม

วาเลนไทน์:  สวัสดีค่ะ ชื่อวาเลนไทน์ นะคะ ชื่อนางสาวศิริรัตน์ ปิ่นเกตุ  อายุ 18 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.6  โรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมน์ค่ะ

เข้ามาอยู่ที่บ้านนกขมิ้นนานหรือยัง และเข้ามาอยู่ได้อย่างไร

ทิม: ผมเข้ามาตั้งแต่ตอนอายุ 2-3 ขวบครับ คือครูอ๊อดไปเจอแม่ของผมที่โคราชครับ แล้วเขาขอให้ผมมาอยู่ที่นี่เพื่อมาเรียนครับผม แม่ก็อนุญาตให้มาเรียนครับ

วาเลนไทน์: ส่วนมากหนูจะใช้ชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วก็โค้ชน้องที่ทำงานเกี่ยวกับบ้นนกขมิ้นเห็นว่าทางบ้านหนูลำบาก  เลยแนะนำให้หนูเข้ามาอยู่ที่บ้านนกขมิ้นค่ะ  เข้ามาอยู่ได้ 7-8 ปีแล้วค่ะ

ครูอ๊อดใจดีไหม  ดื้อกับครูอ๊อดบ้างไหม

ทิม: ผมว่าใจดีมากครับ ครูอ๊อดคอยช่วยเหลือส่งเสริมหลายๆอย่าง  การเรียนในมหาวิทยาลัย การทำหลายๆอย่าง ครูอ๊อดช่วยติดต่อให้ครับ  ส่วนเรื่องดื้อกับครู  ไม่ค่อยมีครับ พอดีผมเป็นคนที่สนุกไม่ค่อยทำให้เขาเครียดครับ

วาเลนไทน์: ใจดีมากๆค่ะ ครูอ๊อดช่วยเหลือเราทุกอย่าง   เรื่องดื้อกับครู ส่วนมากจะกลับบ้านไม่ค่อยตรงเวลา (หัวเราะ) แล้วก็ไม่ค่อยทำเวรเท่าไหร่ค่ะ  

มีเพื่อนสนิทที่นี่ไหม  ทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ทิม: ผมสนิทกับทุกคนเลยครับเพราะว่ารู้จักกันมานาน ตั้งแต่ผมเด็กๆ เลยครับ เล่นด้วยกัน  กิจกรรมที่ทำด้วยกันก็อย่างเตะฟุตบอล เล่นกีฬาหลายๆอย่างครับ แล้วก็มีไปเที่ยวเดินเล่นกันบ้างครับผม

วาเลนไทน์:  ถ้าเพื่อนที่สนิทกันนะคะ  ส่วนมากจะสนิทกับทุกคนที่อยู่ในบ้านผู้หญิง  สำหรับกิจกรรมที่ทำร่วมกันก็มีค่ะ  อย่างตอนกลับจากโรงเรียน ที่บ้านนกขมิ้นก็จะมีกีฬายูโดกับฟุตบอลค่ะ

หลังจากกลับจากเรียน ต้องช่วยงานอะไรในมูลนิธิบ้าง

ทิม:ช่วยสอนน้องเล่นกีฬา สอนหนังสืออะไรต่างๆ แล้วก็ช่วยงานบ้านครับ

วาเลนไทน์:  เมื่อวันเสาร์ก็มีกิจกรรมให้เราคอยช่วยทำและต้อนรับแขกค่ะ

อนาคตเมื่อเรียนจบแล้ว  อยากประกอบอาชีพอะไร

ทิม:ผมอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองครับ แล้วก็อยากสร้างอนาคตของตัวเองให้ได้ดีขึ้นครับ

วาเลนไทน์: อยากเปิดคาเฟ่เป็นของตัวเองค่ะ  ที่อยากเปิดคาเฟ่เพราะว่าหนูเป็นคนชอบดื่มน้ำหวานกับกินขนมมากๆค่ะ

ALL Interview UPDATE