“นักกีฬาทีมชาติ” เป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกคนใฝ่ฝันที่จะมีธงชาติไทยติดอยู่ที่หน้าอกเสื้อของตัวเองและสำหรับเขาคนนี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมาหลายปี จนวันนี้ เขาได้เป็นนักกีฬาบาสเกตบอล ทีมชาติไทย และยังคว้าเหรียญทองแดง ในกีฬาซีเกมส์ 2021 ณ ประเทศเวียดนาม ที่ผ่านมากลับมาให้คนไทยได้ภูมิใจ และ ปัจจุบันเขายังทำหน้าที่ เป็นนายตำรวจ ยศสิบตำรวจโท ที่กองปราบปราม พร้อมรับใช้ประชาชนอีกด้วย
มาทำความรู้จักกับชายหนุ่มมากความสามารถคนนี้กัน
ผม : จิตรภณ โตเวโรจน์ หรือเรียกว่า ช๊อปเปอร์ ตอนนี้อายุ 31 ปี บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสงขลา ปัจจุบันเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลทีมชาติ เล่นในตำแหน่ง Shooting Guard และ หมวกอีกใบก็รับราชการตำรวจ ยศสิบตำรวจโท อยู่ที่ กองปราบปรามครับ

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักบาส
ช๊อปเปอร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักกีฬาให้ D-Day Trendy ได้ฟังว่า “เมื่อสมัยเรียน ผมเริ่มเล่น ฟุตบอล และ เทควันโด มาก่อน แต่ช่วงนั้นผลการเรียนตก และไม่สามารถแบ่งเวลามาซ้อมบอลได้ เนื่องจากการเล่นกีฬาฟุตบอล จะต้องมีเวลาซ้อมเช้า-เย็น จึงทำให้เลิกเล่นไป แต่ตอนนั้น ก็ยังเล่นเทควันโดอยู่ ช่วงนั้นก็เล่นเทควันโดไปเรื่อยๆ และได้มีโอกาสเข้าแข่งขัน กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ตอนนั้นแข่งชนะ มือหนึ่ง ในรุ่น ได้รางวัลกลับมา จนมาถึงช่วงซัมเมอร์ ตอน ป.6 มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง พอตอนเย็นหลังเลิกเรียน เขาจะไปซ้อมบาสทุกวัน ผมตามไปดูจนเกิดความสนใจ ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับกีฬาบาสเกตบอลเท่าไรนัก แต่พอดูไปก็เริ่มสนใจ หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมเริ่มศึกษาเกี่ยวกับบาสอย่างจริงจัง ตามไปนั่งดูเพื่อนเล่นที่สนามของโรงเรียนช่วงหลังเลิกเรียน ทีนี้โค้ชบาสของโรงเรียน เขาก็เริ่มสังเกตเห็นผมที่มานั่งดูเพื่อนเล่น ทุกวันๆ จนเขาเดินมาถามว่า “อยากเล่นบาสเกตบอลเหรอ” ผมตอบไปว่า “ครับ ผมอยากเล่น” ตอนนั้นโค้ชบอกพรุ่งนี้ให้เตรียมรองเท้ามานะ แล้วก็มาลองเล่นดู พอมาลองเล่นวันแรกรู้สึกว่ายากมาก และตอนนั้นเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับที่เล่นเทควันโดไปด้วย เลยยังต้องปรับตัวก่อน แต่ผมก็ตั้งใจซ้อมทุกวัน จนได้ลองลงแข่งครั้งแรกที่ งานกีฬาจังหวัดสงขลา ได้เหรียญทองมา หลังจากนั้นก็เล่นบาสมาเรื่อยๆ จนช่วง ม.2 โค้ชถามว่า อยากไปเรียนที่กรุงเทพฯ ไหม เขารู้จักกับโค้ชของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนอยู่แล้ว ตอนนั้นก็ตอบตกลงไป โครงการที่ไปเป็น “โครงการช้างเผือก” หลังจากนั้นก็ลองไปคัดตัวดู ซึ่งระหว่างนั้น จะมีการคัดตัวนักกีฬาเทควันโดทีมชาติอยู่ที่ โรงเรียนบดินทรเดชา2 โค้ชเขาก็มาถามว่าสนใจมาคัดตัวที่นี่ไหม เพราะเขาเห็นว่าผมเคยแข่งชนะมาแล้วครั้งหนึ่ง และยังมีทุนการศึกษาให้ ผมเลยบอกโค้ชไปว่าขอมาคัดตัวนักกีฬาบาสดูก่อนได้ไหม ถ้าคัดไม่ติด จะกลับมาเล่นกีฬาเทควันโดแบบเต็มตัว หลังจากนั้นก็ไปคัดตัวที่กรุงเทพคริสเตียน และผลออกมาปรากฏว่า ผมคัดตัว “ติด” ตอนนั้นดีใจมาก พอรู้ว่าคัดติดจึงกลับไปบอกโค้ชเทควันโดว่าอาจจะไม่ได้เล่นกีฬานี้แล้ว เพราะต้องไปเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลเต็มตัว เมื่อคัดตัวผ่านแล้ว ผมก็ต้องมาซ้อม ช่วงแรกๆ ที่ซ้อมคือสู้คนที่กรุงเทพฯ ไม่ได้เลย มันเป็นอะไรที่แตกต่างจากที่เคยซ้อมมา แต่ผมก็สู้ อดทน ฝึกซ้อม และ ฝึกฝนอย่างหนักจนถึงทุกวันนี้

ครอบครัวให้ความสนับสนุนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะ “คุณแม่”
ผมโชคดีมากที่ครอบครัวให้ความสนับสนุนมาโดยตลอด โดยเฉพาะ แม่ - อนุสรณ์ โตเวโรจน์ จะซับพอร์ทผมมากที่สุด ไม่ว่าจะอยากทำอะไร ยิ่งเรื่องเล่นกีฬา แม่จะเป็นคนพาไปฝึกซ้อม นั่งดูผมซ้อม คอยดูแล และนั่งเชียร์ผมตลอด เหมือนเป็นเทรนเนอร์ให้ผมเลยก็ว่าได้ มีช่วง ป.4 ตอนนั้นผมยังเตะบอลอยู่ ผมบอกแม่ไปว่า ขอไปเรียนที่กรุงเทพฯ ได้ไหม ผมอยากไป แม่ก็บอกว่า ไปทำไม ยังเด็กอยู่เลย รอให้โต
กว่านี้ก่อน พอช่วงที่จะต้องมาคัดตัวที่กรุงเทพคริสเตียน ผมบอกแม่อีกครั้งว่า โค้ชที่โรงเรียนมาถามว่าอยากไปเรียนที่กรุงเทพฯ ไปคัดตัวนักบาสเพื่อเข้าเรียน แม่ก็บอกว่า “ได้....ไปสิ” หลังจากนั้น พ่อกับแม่นี่แหละ ที่เป็นคนขับรถพามาคัดตัว จากสงขลามากรุงเทพฯ อีกเหตุผลที่พ่อกับแม่สนับสนุนให้เล่นกีฬา เป็นเพราะว่า ที่บ้านเป็นนักกีฬาทั้งบ้านเลย อย่างพี่สาวก็เป็นนักว่ายน้ำ พี่ชายเป็นนักบอล แต่ปัจจุบันทุกคนเลิกเล่นแล้ว เหลือแค่ผมที่ยังเป็นนักกีฬาอยู่ ปัจจุบันคุณพ่อผมเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อประมาณ 3-4 ปีผ่านมา เสียเพราะตอนนั้นพ่อไปออกกำลังกายแล้วหมดสติล้มไป เป็นเจ้าชายนิทราอยู่ 10 ปี แม่ผมเป็นคนดูแลเองทุกอย่าง เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นมทางสายยางที่คอ ส่วนผมมีหน้าที่ส่งเงินไปให้แม่ดูแลพ่อ เพราะค่ารักษาค่อนข้างแพง เวลาผมได้โบนัสมาก็จะเก็บไว้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนให้แม่ แต่แม่จะชอบปฏิเสธ ผมเลยบอกแม่ไปว่า เอาไปเถอะ หาใหม่ได้ ผมรู้สึกว่าเงินมันหาเมื่อไหร่ก็ได้ มันอยู่ที่เราว่าจะหาหรือไม่ ผมคิดเสมอว่า ผมเอาแนวการใช้ชีวิตของพ่อมาใช้ พ่อผมไม่เคยกินเคเอฟซี ไม่เคยกินพิซซ่า พ่อผมชอบกินแต่ไข่เจียวทุกๆ วัน ตั้งแต่ผมเป็นเด็กเลยผมจำได้ MK พ่อผมก็ไม่เคยกิน เวลาจะไปกินต้องต่อคิว คนเยอะ พ่อผมเห็นแบบนั้นก็จะกลับเลย พ่อบอกว่าเงินก็เงินเรา ทำไมเราต้องเอาเงินไปให้เขา แถมยังต้องรอด้วย
หลังจากที่เห็นพ่อไม่เคยกินสิ่งเหล่านี้เลย กินแต่ไข่เจียวอย่างเดียว มันทำให้ผมรู้สึกว่า เวลาผมอยากกินอะไร ผมต้องไปกิน เพราะผมไม่รู้ว่าอีกกี่ชั่วโมง กี่นาทีข้างหน้า ผมอาจจะตายก็ได้ ชีวิตมันไม่แน่นอน ผมจึงบอกกับแม่ตลอดว่า อยากกินอะไรกิน เพราะวันหนึ่งถ้าเราตายไปแล้ว เราจะไม่มีโอกาสได้กิน เวลาที่แม่มากรุงเทพฯ ผมจะพาแม่ไปกินที่ร้านอร่อยและแพง แม่ก็บอกว่าไปกินทำไม มันแพง แพงแล้วไงอ่ะ ช่างมัน ผมซื้อความสุขให้แม่ผม ซื้อความสุขให้ครอบครัว เพราะนานๆ จะได้กินข้าวกับครอบครัว ผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน แต่ถ้าผมกลับบ้านไป ผมจะพาแม่ไปตระเวนกินที่หาดใหญ่ หาร้านดีๆ พาแม่ไปกิน เพราะว่าตอนเด็กๆ แม่ให้ผมมาเยอะแล้ว อย่างเวลาผมอยากได้ของเล่นอะไร ผมชี้ปุ๊บ แม่ผมซื้อให้ อยากกินอะไร แม่ก็พาไปกิน แต่วันนี้มันถึงเวลาที่ผมต้องดูแลแม่แล้ว สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตคือการดูแลพ่อแม่ ไม่ใช่คนรอบข้าง พ่อแม่มาอันดับ 1 สำหรับผมตลอด ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำคือดูแลแม่ เพราะท่านเป็นผู้บังเกิดเกล้าของผม แม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต ถึงมีสุภาษิตที่ว่า “ไม่ดูแลพ่อแม่ ชีวิตไม่เจริญหรอก” ผมเชื่อนะ ผมเคยโกรธแม่ครั้งหนึ่งตอนที่แม่เอาผมไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ตอนนั้นผมโกรธมากเลยพูดไม่ดีกับแม่ไป จนถึงทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกผิดว่าไม่น่าพูดกับแม่อย่างนั้นเลย หลังจากนั้นผมก็รู้สึกว่าผมต้องดูแลแม่ให้ดีแล้ว เพราะว่าผมไม่รู้ว่าแม่จะอยู่กับผมไปอีกกี่ปี หรือว่า เราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดได้ไหม ตอนนี้ผมเลยพยายามพัฒนาตัวเองให้ถึงที่สุด เพื่ออยากให้ตัวเองพร้อมที่สุด จะได้ดูแลแม่ได้เต็มที่ มีครั้งหนึ่งไปเดินห้างกัน ผมจะเนียนพาแม่เข้าร้านขายรองเท้า เนียนดูของตัวเองก่อน แล้วค่อยพาแม่ไปลองของผู้หญิง ถ้าลองแล้วชอบ ก็จะซื้อให้เลย ต้องรีบจ่ายเงิน เดี๋ยวแม่เปลี่ยนใจไม่เอา มันเลยทำให้ผมผูกพันธ์กับแม่มาก เวลาอยู่ด้วยกันจะชอบชวนกันไปนู้นไปนี่ หรือเวลาแม่โทรมาบอกว่าอยากได้อะไร ผมก็จะหาให้เสมอ

จากนักบาส สู่เส้นทางข้าราชการตำรวจ
ตอนที่เรียนอยู่กรุงเทพคริสเตียน ได้มีโอกาสรู้จักกับโค้ชท่านหนึ่ง ชื่อ “โค้ชเส็ง ประเสริฐ ศิริพจนากุล” เขาเป็นโค้ชที่อยู่มหาลัยรามคำแหง กับที่การไฟฟ้า หลังจากนั้นก็มาเป็นโค้ชที่โมโนแวมไพร์ ซึ่งตอนนั้นโค้ชเส็งเขารู้จักกับรองผู้กำกับที่เขาทำเกี่ยวกับบาสนักเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ แล้วผมเคยได้ลงทีมเล่นบาส ช่วงเขาสอนนักเรียนนายร้อยมาบ้างแล้ว ทำให้ผมได้มารู้จักกับพี่แท่งที่เป็นรองผู้กำกับและเป็นรองประธานของสมาคมบาสเกตบอลตำรวจ ตอนนั้นพี่เส็งก็มาถามผมว่าอยากเป็นตำรวจไหม ผมตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “อยากเป็นครับ” ด้วยที่ว่าผมยังไม่มีอาชีพการงานที่มั่นคง แล้วอาชีพนักกีฬาบาสเกตบอลมันไม่สามารถเลี้ยงชีพและพยุงเราไปได้ตลอดชีวิต ซึ่งผมก็อยากทำอาชีพที่เป็นหลักเป็นแหล่งและมั่นคง ที่ทำให้แม่สบายด้วย ตอนนั้นก็เลยตอบตกลงไป หลังจากนั้นไม่นาน ประมาณ 2-3 เดือน ก็ได้เข้ารับราชการตำรวจ สิ่งสำคัญเลยคือ ผมต้องแบ่งเวลาให้ดีแบ่งเวลาทำงานครึ่งหนึ่ง เล่นกีฬาครึ่งหนึ่ง
แบ่งเวลาให้เป็น ในแบบฉบับตำรวจและนักบาส
ช่วงที่มีแข่งหรือต้องซ้อมหนักๆ ถ้าทางสโมสรเขาซ้อมตอนเช้า แล้วไม่มีซ้อมบ่าย ผมก็จะเข้ามาที่ทำงานแล้วคุยกับผู้กำกับในหน่วยงานของผมว่า ตอนเช้าผมขอยังไม่เข้างานนะครับ เดี๋ยวตอนบ่ายผมจะเข้ามาทำงาน หรือ ถ้าช่วงไหนที่ต้องซ้อมบ่าย ผมก็จะเข้ามาทำงานตอนเช้า ปกติเวลาผมมีแข่ง ผมสามรถขอหยุด ขอลาได้ อย่างเช่น 2 เดือนหน้าผมมีแข่ง ผมจะบอกผู้กำกับว่า ผมมีซ้อมครับ กี่โมงถึงกี่โมง ผมก็จะบอก อย่างช่วงโควิดที่ผ่านมา แน่นอนว่าไม่มีแข่งเลย พอไม่มีแข่ง ก็ไม่มีซ้อม ทำงานปกติเลย ทำทุกวัน หยุดเสาร์-อาทิตย์ เหมือนคนอื่น อยู่อย่างนั้นประมาณ 3-4 เดือน หลังจากนั้นเริ่มมีซ้อมแล้ว ผมก็ต้องขอลา โดยแจ้งผู้กำกับว่า ผมต้องไปซ้อมแล้วนะครับ จะมีแข่งแล้ว ขอเข้างาน วันเว้นวัน งานจะได้ไม่เสีย ซ้อมจะได้ไม่เสียด้วย ซึ่งเวลาไปแข่งผมจะขอทางต้นสังกัดได้ง่าย เพราะว่า ผมไม่ได้ขอลาครั้งนึงยาวๆ ไม่มาทำงานเลย ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ผมทำงานนะ เพราะว่า ถ้าสมมุติผมไม่ไปทำงานเลย แล้วไปขอเขาหยุดงาน ไม่มีผู้กำกับคนไหนให้ผมหยุดหรอก เพราะว่าคุณไม่มาทำงานเลย จะให้หยุดได้ยังไง ของผมคือเหมือนใช้ใจแลกใจเลย ใจเขาใจเรา ผมไปทำงานให้เขา ถึงผมเข้างานแล้ว วันนั้นเขาไม่มีงานให้ผม แต่อย่างน้อยเขาก็ยังเห็นหน้าผม ว่าผมไปทำงาน นี้คือเป้าหมายของผมที่เป็นตัวตนของผมอยู่แล้ว

ใช้เวลาฝึกซ้อมและเตรียมตัวก่อนมาเป็นนักกีฬาทีมชาตินานไหม?
ผมออกกำลังกายและดูแลตัวเองหนักๆ เลยคือช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน เมื่อก่อนผมเคยเป็นคนอ้วน อ้วนแบบหน้ากลมเลย แล้วพอช่วงโควิดที่ผ่านมา ช่วงปี 2019-2020 ที่โมโน เขามีแข่ง MONO ABL ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มเล่นเวท แล้วรู้สึกว่าเออ พอได้ออกกำลังกายแล้วรู้เลยว่า ร่างกายเราเริ่มแข็งแรง มีความทนทานขึ้น แล้วประจวบเหมาะกับที่ว่า ช่วงที่เข้ายิมแล้วผมนั่งดูรูปคนที่เขาเข้าฟิตเนส แล้วหุ่นแต่ละคนดีมาก ตอนนั้นเลยพูดกับแฟนที่นั่งข้างๆ ว่า “เดี๋ยวคอยดูนะ ขอเวลา 1 ปี เค้าจะมีซิกแพค ให้ดู” หลังจากนั้นมา ผมตื่นตี 5 ครึ่งไปวิ่งเลย เข้าฟิตเนส คุมอาหาร หาวิธีด้วยตัวเองทางอินเทอร์เน็ต ทำอย่างนี้อยู่ 1 ปี ผมก็มีซิกแพคจริงๆ แล้วช่วงนั้นผมมีแข่งบาส ไทยแลนด์โอเพน แล้วก็ไปเล่นให้สังกัด NUBC ตอนนั้นเขามายืมตัวจาก โมโน ไปเล่นให้ ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงของผมหมด ทั้งแข็งแรงมากขึ้น วิ่งเร็ว ไม่เหนื่อย จนทุกคนตกใจว่าผมไปทำอะไรมา หลังจากนั้นมาผมก็หมั่นออกกำลัง ฝึกซ้อม ดูแลอาหารการกินแบบนี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน กิจวัตรประจำวันตอนนี้คือ จันทร์-ศุกร์ ก่อนไปทำงาน ผมก็จะตื่นไปวิ่งก่อนแล้วก็เล่นฟิตเนสต่อ ส่วนเรื่องอาหาร ตอนเช้าผมจะไปตลาด ไปซื้ออกไก่ไว้ทำกับข้าวกินเอง ผมจะไม่กินของทอด ของมัน ของหวาน น้ำอัดลม ยิ่งช่วงที่ออกกำลังหนักๆ ก็จะเลิกดื่มแอลกอฮอล์เลย ไม่แตะเป็นปี พอตอนนี้ที่ผมหุ่นดี สุขภาพดี ผมก็มีถ่ายรูป โพสต์ลงโซเชียล จนมีคนทักมาปรึกษาว่าทำยังไง ทำไมหุ่นดีจัง ผมก็บอกวิธีไป แต่คุณต้องทำนะ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีประโยชน์อะไร สุขภาพดีๆ มีเงินซื้อได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องลงมือทำด้วย แต่ก่อนผมน้ำหนัก 84 ตอนนี้ หนัก 71 นี้คือสิ่งที่ผมตั้งใจฝึกฝนมาตลอด ยิ่งพอมาซ้อม ผมไม่เหนื่อย ไม่ล้า เพราะอะไร ผมทำสะสมมาทุกวัน และที่สำคัญมันแสดงให้เห็นว่า ที่ผมตั้งใจฝึกฝน เตรียมตัวเองมาอย่างหนัก 2 - 3 ปี มันเห็นผลแล้ว

เข้าสู่เส้นทางนักกีฬาทีมชาติ
ก่อนอื่นเลยมันเป็นความฝันของผม การเล่นกีฬา เป็นนักกีฬา ทุกคนต้องมีความฝันว่าอยากติดทีมชาติ มีธงชาติบนหน้าอก เป้าหมายหลักของผมก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนไม่เก่งนะ ตอนอยู่ที่กรุงเทพคริสเตียน ก็เป็นตัวเล่นที่ 12 เพิ่งจะมาติด 5 ตัวจริง ตอน ม.6 ด้วยที่ว่าผมมีความมุ่งมานะ อดทน มีวินัย ผมอาจจะไม่ใช่คนมีพรสวรรค์ แต่ผมมีพรแสวงเยอะ แล้ววันหนึ่งผมเห็นพี่ๆ เพื่อนๆ เริ่มติดทีมชาติกันแล้ว ผมก็มีความรู้สึกว่า เออ อยากติดทีมชาติบ้าง แต่จะทำยังไงให้ติดล่ะ ก็คือต้องฝึกฝนอย่างหนัก อดทน ดูแลร่างกาย มีวินัยมากขึ้น ทำงานให้หนักขึ้น ซ้อมให้หนักขึ้น พอมีเปิดคัดตัวที่ไปแข่งที่เวียดนามที่ผ่านมา ตอนนั้นเขาก็เรียกตัวจากแต่ละสโมสร มาคัดตัวฝึกซ้อม ตอนนั้นผมตั้งใจไว้ว่า อยากติดซีเกมส์ ครั้งนี้เป็นโอกาสของผมแล้วที่จะทำให้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีรายชื่อผมมาก่อนเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเลย ก็เลยตั้งใจมากๆ บอกกับตัวเองว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ลองทำดู ลองแข่งกับตัวเอง จะติดหรือไม่ติดไม่รู้ แต่ได้แข่งกับใจตัวเอง แข่งกับความมุ่งมั่นของตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่า สิ่งที่เราทำมาตลอด 2- 3 ปีมานี้ ทั้งเล่นเวท ตื่นเช้าไปวิ่ง ดูแลร่างกายและอาหารการกิน ด้วยตัวเอง ผมมีความคิดที่ว่า “ความฝันเนี่ย มันไม่เคยทรยศใครหรอก มีแต่ตัวเราเองที่จะทรยศมัน” ครั้งนี้ผมเลยทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด พอผ่านไป 3 – 4 เดือน เขาก็ประกาศรายชื่อ ซึ่ง 1 ในนั้น มี รายชื่อผม ติด 1 ใน 12 คน จากทั้งประเทศ ตอนนั้นผมดีใจมาก คอรบครัวผมก็ดีใจมากเช่นกัน มันเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวด้วย เป็นหน้าตา ชื่อเสียงของเรา โดยเฉพาะคุณแม่ บอกว่าไม่เหนื่อย ไม่ผิดหวังเลย ที่คอยสนับสนุนผมมาตั้งแต่เด็ก ในวันนี้ผมมีธงติดที่หน้าอก และได้เหรียญทองแดงกลับมา

พูดถึงความรู้สึกที่ได้ไปแข่งกีฬาซีเกมส์ 2021 ที่เวียดนาม และได้รางวัลกลับมาให้คนไทย
รู้สึกดีใจมากครับ จริงๆ ดีใจตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองมีรายชื่อติด 1 ใน 12 คนแล้ว มันพูดอะไรไม่ออกเลย โทรไปหาแม่คนแรกเลยว่า “ม๊า ผมติดทีมชาติแล้วนะ” แม่บอกก็ตอบว่า จริงเหรอ ไปวันไหน เดินทางวันไหน ยังไง ก็บอกแม่ไป แม่ผมก็ไปบอกญาติๆ ต่อ ตอนนั้นผมไม่ได้บอกใครเลย นอกจากคนในครอบครัว คนใกล้ตัวรู้ว่าผมติดทีมชาติ ตอนที่ไปแข่งแมตช์แรก ผมตื่นเต้นมาก ทั้งๆ ที่เราเคยไปแข่งระดับนานาชาติมาเยอะแล้ว แต่นี้มันเป็นรายการที่แบบ เราภูมิใจที่ได้มาแข่ง ความตื่นเต้นมันก็จะอีกแบบหนึ่ง มีแต่คนถามผมว่า ตื่นเต้นทำไม แข่งมาตั้งเยอะแล้ว แต่มันไม่เหมือนกัน ผมกล้าพูดแลย ช่วงแรกที่ไปแข่ง ผมตื่นสนาม จะทำอะไรก็แข็งทื่อไปหมด พอเริ่มได้วิ่งแล้วเหงื่อมันออก ผมก็หายใจลึกๆ พอแข่งไปได้สักพัก เริ่มลงตัว เล่นได้แล้ว ตอนที่ได้เหรียญทองแดง ก็รู้สึกดีใจ ยิ่งตอนที่เห็นเหรียญ ตอนมอบรางวัลแล้วมองไปที่เหรียญ ตอนนั้นบอกกับตัวเองว่า สิ่งที่เราลงทุนทำมา ดูแลตัวเอง สิ่งนี้แหละคือคำตอบ คุณค่าของมันอยู่ตรงนี้ ตอนที่เหรียญอยู่บนคอเรา เห็นธงชาติอยู่บนหน้าอกเรา มันเป็นคำตอบที่ทุกคนได้เห็น มันคือคำตอบของสิ่งที่ผมทำในทุก ๆ วัน ของ 2-3 ปี ที่ผ่านมา อันนี้คือผลลัพธ์ของมัน เหงื่อที่ออกจากร่างกายของผมมันมีประโยชน์ที่สุด

ก้าวผ่านอุปสรรคและความท้อแท้ของการเป็นนักกีฬาทีมชาติ
ผมเคยคิดที่จะเลิกเล่นบาสครั้งหนึ่ง ตอนที่เรียนอยู่ที่ มศว. ด้วยอะไรหลายๆ อย่างในตอนนั้นมันทำให้ผมอยากเลิกเล่นบาสเลย ช่วงนั้นอยู่ปี 3 ก็ไม่เข้าไปซ้อมเลย ไม่ติดต่อกับใครเลย เลิกเรียนก็นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน เป็นอย่างนี้ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วทีนี้โค้ชของผมตอนนั้นคือพี่เจโอ – รัชเดช เครือทิวา พี่เขาเป็นคนดูแลผมอยู่ มีอะไรผมก็จะปรึกษาเขาตลอด พวกวิธีการเล่น การใช้ชีวิต เขาสอนผมหลายอย่างมาก พอเห็นว่าผมไม่ไปซ้อม พี่เขาโทรหาผมเลย แล้วบอกผมว่า เข้ามาซ้อมได้ไหม ผมก็ตอบไปว่า ไม่เอาแล้วพี่ มันไม่ใช่ชีวิตผมแล้ว ผมรู้สึกเหนื่อย เขาก็ไม่ยอมแพ้ บอกผมต่อว่า “มาเถอะ เดี๋ยวกูจะทำให้มึงรู้สึกรักกีฬาบาสมากกว่านี้” เพราะคำพูดของพี่เขา ทำให้ผมยอมกลับไปซ้อม หลังจากนั้นก็ซ้อมอยู่อย่างนั้น ซ้อมตลอด จนวันหนึ่งผมบอกกับตัวเองว่า ดีนะที่วันนั้นเรา...แม่ง !....ไม่เลิกเล่น ดีนะที่วันนั้นเราไม่ยอมทิ้งกีฬานี้ออกไปจากชีวิต เพราะพอผมมองย้อนกลับไป กีฬานี้มันให้อะไรกับผมบ้าง มันให้ทุนการศึกษาผม ให้สังคม ให้ผมได้มาเจอพี่ๆ น้องๆ มันช่วยเลี้ยงและดูแลผมตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงมหาลัย มันทำให้ผมมีรายได้ พ่อแม่ไม่เดือดร้อน ทำให้ผมได้ต่อยอดและสานต่ออาชีพนี้ไปเรื่อยๆ *แต่ก็มีอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมเจออุปสรรคอีกครั้ง ตอนนั้นอยู่ที่โมโน เขาเปลี่ยนโค้ชเส็งออก พอเปลี่ยนโค้ชแล้ว โค้ชคนใหม่ก็เปลี่ยนตัวผมไปอยู่ทีม “โมโนทิว ตอนนั้นผมก็งอแงเลย ทำไมผมต้องโดนย้ายลงไปข้างล่างวะ! ทั้งๆ ที่ผมอยู่ทีม “โมโนแวมไพร์” มาตั้งแต่รุ่นแรกๆ เลย คือผมไม่รู้ว่าผมผิดอะไร แล้วผมต้องการรู้คำตอบ แต่ก็ไม่ได้คำตอบ ตอนนั้นผมก็เลยดื้อ ดื้อจนแบบ ไม่เอาละ ไม่อยากเล่นล่ะ แต่โค้ชเส็งกับพี่เจโอ บอกกับผมว่า ทุกอย่างมันไม่มีคำตอบของมันหรอก ไม่มีใครสามารถให้คำตอบเอ็งได้ คำตอบที่จะได้คือการกระทำของช็อป คำนี้มันทำให้ผมเริ่มคิดล่ะ เริ่มโตขึ้น ตอนนั้นก็เลยเริ่มพิสูจน์ตัวเอง ตั้งแต่อยู่ทีม “โมโนทิว” เริ่มทำ score เป็นตัว scorer มาเรื่อยๆ จนปี 2017-2018 ก็ได้กลับมาทีม “โมโนแวมไพร์” ทีนี้ก็พิสูจน์ตัวเองต่อ ทำให้เขาเห็นและรู้ถึงความตั้งใจที่ผมทำมาจนก้าวเข้ามาถึงตรงนี้ จนได้เล่นระดับชาติ ได้เล่นโปรแกรมต่างๆ ผมเป็นคนที่ไม่ได้ลงสนามเยอะนะ แต่ทุกครั้งที่มีลงสนามผมจะไม่ปล่อยโอกาสไป ถึงแม้ว่าจะได้ลง แค่ 2-3 นาที ผมก็จะทำมัน ผมจะไม่หยุดวิ่งจนกว่าเสียงระฆังจะดัง เพราะผมมีโอกาสแล้ว ผมจะทำให้เขาเห็นให้ได้ แต่บางคนพอไม่ได้ลงสนาม ก็อาจจะท้อหรือถอดใจ ที่ผมยังไม่ท้อและไม่ถอดใจเพราะอย่าลืมว่า ผมยังมีความฝันอยู่ที่อยากจะติดทีมชาติ ผมเห็นคนในสโมสรติดทีมชาติแล้วก็ถามตัวเองว่า ไม่อยากติดทีมชาติบ้างเหรอ จนผมตั้งใจและผมจะสู้เพื่อมัน เพราะชีวิตนี้ “ผมรักกีฬาบาสเกตบอลเต็มตัวแล้ว” และคติประจำใจผม คือ วันนี้ยังมีแรงอยู่ ทำให้มันเต็มที่ วันใดที่แก่ไปจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจที่ไม่ได้ทำสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ มันจึงทำให้ผมสู้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้

เปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองเพื่อเอาชนะใจโค้ช
ช่วงที่ผมโดนโค้ชคนใหม่ย้ายจากทีม “โมโนแวมไพร์” ลงไปทีม “โมโนทิว” นอกจากโค้ชเส็งกับพี่เจโอจะเป็นคนดึงสติผมแล้ว ก็มีพี่อีกคนหนึ่งที่ดึงสติผม ตอนนั้นผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับพี่จ่อย ไกรวิทย์ เวทวิทยากิจ พี่เขาเคยอยู่ “สโมสรทิวไผ่งาม” นั่งคุยกันไปสักพัก จนพี่เขาบอกว่า “งอแงแล้วทำอะไรได้ไหม ถ้ายิ่งงอแงผู้ใหญ่มองมาแล้วเขาจะรู้สึกยังไง สิ่งเดียวที่เขาได้คืออะไร ไม่ให้มึงเล่น หรือไล่มึงออก ทำยังไงทีนี้ เดือดร้อนไหม” ผมเริ่มคิดตามว่า “เออมันก็จริงอย่างที่พี่เขาว่า” และมีคนเคยสอนผมไว้ว่า สิ่งที่เราไม่สามารถเลือกได้ในชีวิตคือ 1.เพื่อนร่วมงาน 2.พ่อแม่ 3.สิ่งที่เราทำอยู่ 4.เจ้านาย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมไม่สามรถเลือกได้เลย อยู่กับมันให้ได้ เรียนรู้กันไป

เป้าหมายต่อไปหลังจากได้เป็นนักกีฬาทีมชาติแล้ว
เป้าหมายต่อไปของผมคือการเข้ารับข้าราชการตำรวจ อยากทำงานที่กองปราบปรามที่อยู่ตอนนี้ ก็มีผู้บังคับบัญชาการ มีผู้ใหญ่ที่อยู่ที่กรองปราบเขาถามผมว่าอยากมาอยู่ที่นี่ไหม ผมตอบไปว่า ขอเลิกเล่นบาสก่อน แล้วผมจะมาทำงานที่นี่เต็มตัว เพราะว่าผมอยากก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่านี้ ซึ่งตอนนี้มันยังทำแบบคนละครึ่งอยู่ ผมยังเล่นกีฬาบาสอยู่ ปัจจุบันผมอยู่ชั้นประทวน เป็นสิบตำรวจโท แล้วผมเพิ่งได้เหรียญซีเกมส์มา มันก็จะนำมาปรับเป็นสัญญาบัตรได้ ช่วงนี้ก็รอเวลาที่จะเปิดอบรม มันจะมีของนักกีฬาที่ได้เหรียญซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ หรือ โอลิมปิก พอเขาเปิดรับแล้ว เราสามารถที่จะเอาตรงนี้ไปยื่นเรื่องให้ผู้ใหญ่ เพื่อที่จะปรับมาเป็นนายตำรวจได้ พอผมได้เลื่อนขั้นตรงนี้แล้ว ผมจะเลิกเล่นบาส แล้วมาทำงานข้าราชการเต็มตัว ถ้ามีคนมายืมตัวให้ไปเล่นบาส พวกงานเล็กๆ งานวัด ผมจะไปเล่นอยู่ แต่จะไม่เล่นอาชีพแล้ว

การปรับความเข้าใจและรักษาความสัมพันธ์กับคนรัก
ผมโชคดีที่แฟนผม พลอย - เอมญาดา เขียวเซ็นต์ เขาสนับสนุนมาโดยตลอด อย่างตอนที่ผมมีซ้อมทีมชาติ ตอนนั้นซ้อมจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่บ่ายโมงถึง 3 ทุ่ม ผมจะมีเวลาว่างให้เขาแค่วันอาทิตย์วันเดียว ซึ่งบางทีเขามีงาน เขาต้องไปทำงานกับคุณแม่ เพราะว่าทางบ้านเขาทำธุรกิจส่วนตัว ทำให้บางทีเราก็ไม่ได้เจอกันทั้งอาทิตย์ แต่ผมจะพูดกันเสมอว่า เที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ เราอยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อนาคตสิ่งที่ผมกำลังสร้างมันดีต่อเขานะ อย่างเช่นตอนไปกินข้าวกัน ผมจะไม่ถามเขาก่อนว่ากินอะไร แต่ผมจะเสนอเมนูให้เขาก่อนว่าวันนี้กินอันนี้ไหม ถ้าใจตรงกัน ก็ไปกินได้เลย ไม่ต้องใช้เวลาเลือกนาน มันคือสิ่งที่ผมคุยกับเขาแล้ว และเขาเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการ ซึ่งเวลาเขาทำงาน ผมจะไม่เข้าไปยุ่งเลย ทำงานเลย ว่างเมื่อไหร่ค่อยคุยกัน ผมกับเขาตกลงกันตั้งแต่แรกว่า ให้เวลากันนะ ถ้าทำงานอยู่ก็แชทมาบอกว่า ทำงานอยู่นะ กินข้าวอยู่นะ หรือ ตอนนี้ว่างแล้วมาคุยกัน เราจะไม่ยุ่งกันเวลาทำงาน ต่างคนต่างทำงาน ว่างแล้วค่อยมาเจอกัน สิ่งนี้มันทำให้เรามีสปีชีส์เดียวกัน เรานิสัยเหมือนกัน สิ่งแรกเลยที่เรามีเหมือนกันคือเรื่อง “ตรงต่อเวลา” ต่อมาคือ “มีความรับผิดชอบ” จะไปไหน จะทำอะไรเราจะวางแผนก่อนตลอด

นักกีฬาบาสเกตบอลที่ชอบและเป็นไอดอลของช๊อปเปอร์
รุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นไอดอลผม เขาชื่อพี่เจโอ รัชเดช เครือทิวา ผมรู้จักพี่เขามาตั้งแต่ผมอายุ 12 ปี ช่วงนั้นมีแข่งบาสที่หาดใหญ่แล้วพี่เขาไปแข่งในตอนนั้น ก็เลยได้รู้จักพี่เขา อย่างที่ผมบอกไปว่า เขาเป็นคนทำให้ผมไม่ทิ้งกีฬานี้และเป็นคนที่ดูแล ให้คำปรึกษา ช่วยสอนวิธีการเล่นให้ผม พี่เขาเป็นทั้งโค้ชและไอดอลของผมครับ ส่วนนักบาสต่างชาติที่เป็นไอดอลผมคือ สตีเฟน เคอร์รี (Stephen Curry) เป็นนักกีฬาบาส NBA อีกคนที่ชอบคือ Kobe Bryant แต่เขาเพิ่งเสียชีวิตไป ส่วนทีมบาสที่ผมชอบก็คือทีม Golden State

Mindset ในการใช้ชีวิต
Mindset ในการใช้ชีวิตของผมตอนนี้ง่ายๆ สั้นๆ เลยคือ “ทำทุกวันให้มันมีความสุข” และเวลาทำอะไรก็ทำให้มันเต็มที่ ทำให้มันสุดไปเลย เพราะว่าผมจะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลังที่ไม่ได้ทำเต็มที่ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วเขาเขียนไว้ว่า “คนเราไม่สามารถมีวันนี้ได้เป็นครั้งที่ 2” นั่นแหละ สิ่งที่ผมทำทุกอย่าง ผมจะทำอยู่ในความไม่ประมาท มีสติ ทำโดยไม่ต้องมานั่งรู้สึกเสียใจ ในวันที่ผมทำผิดพลาด สิ่งนี้เลยเป็น mindset ในชีวิตของผมมาตลอด เพราะวันหนึ่งที่เราแก่ตัวไป แล้วมองย้อนกลับมาเห็นว่าเราได้ทำเต็มที่ทุกอย่างแล้ว เราจะไม่รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจเลย แค่ตัดคำว่าทำไมออกไปจากชีวิต ตัดคำว่าเดี๋ยวออกไปจากชีวิต เพราะคำว่า เดี๋ยวทำ คือยังไม่ได้ทำ แล้วจะได้ทำตอนไหน เพราะฉะนั้นให้ลงมือเลยดีที่สุด
งานอดิเรกและของสะสม
งานอดิเรกของผมตอนนี้ ถ้ามีเวลาว่างคือ เข้าฟิตเนส วิ่ง ออกกำลังทุกเช้า ส่วนวันหยุดจะไปกินข้าว ดูหนัง ขับรถเล่นชมวิว ไปคาเฟ่ ถ่ายรูปเล่น กินกาแฟ ผมเป็นคนที่ชอบกินกาแฟมาก จะชอบสรรหาร้านกาแฟตลอด ที่ผมชอบกินกาแฟเพราะว่า ผมชอบดม กลิ่นมันหอม มันทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าวันไหนที่ไม่ได้กิน หรือวันไหนไม่ได้ไปร้านกาแฟจะรู้สึกไม่สดชื่น *หรือถ้าช่วงไหนหยุด 2-3 วัน จะไปเที่ยวทะเล เที่ยวภูเขา แต่หลัก ๆ เลยจะมีออกกำลังกายกับหาของกินอร่อยๆ ครับ

ส่วนของสะสมของผมคือรองเท้าบาส พวก sneaker ที่หายากๆ อย่างคู่นี้ที่ใส่มาก็ของ Kobe ตอนนี้ราคาตลาดก็เป็นหมื่นแล้ว ชอบสะสมมาตั้งแต่สมัยอยู่โมโนแล้ว พวกสีเด่นๆ สีจี๊ดๆ เพราะผมรู้สึกว่าถ้าเสียเงินซื้อไปแล้ว ผมอยากได้อะไรที่แบบ คนเห็นแล้วต้องอึ้ง เป็นเอกลักษณ์ อย่างแม่ผมดูผมแข่งในทีวี แกจะสังเกตเอาจากรองเท้า ถ้าคนไหนที่ใส่สีเด่นๆ นั้นแหละ ลูกแม่แน่นอน แต่ทุกวันนี้เริ่มไม่ค่อยชอบสีเด่นๆ แล้ว ชอบสีดำ สีคลาสสิคหน่อย แม่ก็จะมาถามละ วันนี้ใส่รองเท้าสีอะไร ทำไมแม่หาไม่เจอเลย พอบอกว่าสีดำ แกจะบ่นเลย ใส่ทำไมสีดำ ก็ขำกันไป จริงๆ แล้วผมชอบใส่รองเท้าที่มันไม่เหมือนใคร แบบคู่ Kobe มันผลิตออกมาไม่เยอะ อย่างนักกีฬาเองก็มีคู่นี้อยู่ไม่กี่คน เวลาใส่ไปไหน จะชอบมีคนถามว่าขอซื้อต่อได้ไหม แต่ผมไม่ขายครับ คู่นี้ผมได้มาจาก Hoops Station เขาจะมีให้สำหรับโควตา นักกีฬา เพราะผมเป็น Brand Ambassador ของเขาอยู่ ตอนนี้เป็นมา 2 ปีแล้ว

ให้กำลังใจเด็กรุ่นใหม่ที่อยากเป็นแบบช๊อปเปอร์
สิ่งแรกที่ผมอยากฝากคือ อยากให้มีเป้าหมายในชีวิต เป้าหมายในสิ่งที่ทำ เป้าหมายที่อยากเป็น เป้าหมายที่อยากไปให้ถึงฝันให้ได้ ทำมันให้ดี มีวินัย หมั่นฝึกซ้อม มีระเบียบวินัย ตอนนี้ผมเล่นตำแหน่ง Shooting Guard ตัวยิง 3 คะแนน จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนยิงแม่นอะไรหรอก แต่สิ่งที่ทำให้ผมยิงแม่นได้คือการฝึกซ้อม ไม่มีใครเกิดมาแล้วยิงแม่นเลย ไม่มีใครเกิดมาแล้วเลี้ยงบอลคล่อง ไม่มีใครที่จะ Layup แล้วไม่เคยพลาด ทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการมีวินัย และขยันฝึกซ้อมของตัวเอง อยากให้น้องๆ ตั้งใจ ถึงจะไม่ได้ลงสนาม ไม่ได้ลงตัวจริง อย่าไปท้อ กีฬาบาสเกตบอลไม่จำเป็นที่จะต้องลง 5 ตัวจริงเสมอไป คุณลงตัวที่ 6 ตัวที่ 7 แค่คุณได้ลงอีก 3 quarter 4 quarter เต็ม กับ คุณได้ลง 5 ตัวจริง แต่ 2 สัปดาห์แรกคุณโดนเปลี่ยนออก แล้วไม่ได้ลงอีกเลย ความรู้สึกจะเฟลกว่า สิ่งเหล่านี้ผมเรียนรู้และเจอมากับตัวเองทั้งชีวิต อยากให้น้องๆ อดทน รักมัน รักกีฬาบาสเกตบอล อย่ารักแค่เพียงชั่ววูบ อย่ารักแค่เพราะมันเป็นกีฬาที่มันเท่ และอย่าคิดว่ากูต้องเก่งกว่าใคร ไม่มีใครเก่งกว่าใครบนโลกหรอก สิ่งที่คุณจะต้องแข่งกับกีฬานี้ก็คือใจของตัวเอง และการพัฒนาตัวเอง เพราะมันมีอะไรอีกมากมายในกีฬาบาสเกตบอล มันไม่ได้มีแค่ในคอร์ด มันยังมีการใช้ชีวิตข้างนอกอีก ถ้าตอนที่คุณอยู่ในสนาม คุณยังเป็นแบบอย่างได้ นอกสนามจะเป็นอะไรที่ง่ายมากในการใช้ชีวิต อยากให้น้องๆ ตั้งใจทำมันให้ดี ทำให้มีความสุข ทำให้เต็มที่ “ เพราะคนเราไม่มีวันนี้เป็นครั้งที่ 2 ”
ขอบคุณสถานที่ กองปราบปราม
IG: jt.shopper7
สนใจอยากเรียนบาสกับช๊อปเปอร์ ติดตามได้ที่ Facebook: Shopper Killer Basketball Academy














