“Banana Story” คาเฟ่กล้วยทอด แห่งแรกในประเทศไทย

เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง จังหวะชีวิตของคนเราก็มักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงจังหวะการหมุนของเข็มนาฬิกา เหมือนกับช่วงจังหวะชีวิตของ “บีน - จุลศักดิ์ หาญคุณะเศรษฐ์” จากผู้ชายขายความสามารถทางการร้องเพลง – การแสดง - ดีเจ - นักกีฬา มาเป็น “ผู้ชายขายกล้วย (ทอด)” เรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไร วันนี้ D-Daytrendy จะมาเล่าให้ฟัง

แนะนำตัวกันหน่อย

บีน – จุลศักดิ์ หาญคุณะเศรษฐ์ นะครับ เรียนจบ คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วมาจบปริญาโทที่ สถาบันกันตนา สาขาวิชาการจัดการสื่อบันเทิง ครับ ปัจจุบัน เป็นพิธีกรรายการ Gopa Channel และ เป็น ผู้ชายขายกล้วย ครับ

ผลงานที่ผ่านมา

เคยมีละครกับทางช่อง 7 เรื่อง ทีมซ่าท้าฝัน ป่านางเสือ 2 เงาะแท้แซ่ฮีโร่ ธิดาพยายม เจ้านาง หางเครื่อง คู่หูคู่เฮี้ยน ทางช่อง 3 ก็จะมีเรื่องรักแท้แพ้ฮีโร่ แล้วกำลังจะมีเรื่อง หัวใจเดียวกัน ช่อง True For U ออนแอร์ไปแล้ว มีหนังใหญ่ หนังกับทาง MONO29 เรื่อง The Exchange โจรปล้นโจน (2019)

นอกจากนี้บีนก็ยังมีเรื่องของการร้องเพลง มีซิงเกิ้ลที่ออกไปแล้ว คือ เธอฉันตลอดไป ขอแค่ให้เป็นเรื่องเธอ ในนามของ บลูเจ้นท์ โมโนมิวสิค แล้วก็เร็วๆ นี้ กำลังจะมีออกอีก 1 ซิงเกิ้ล ทำกับพี่โก้- Mister Zaxman เป็นแนวฟิวชั่นแจ้ส แต่ว่าจะมีกลิ่นออกไปทางโคเรียบาลาซนิดหนึ่ง เป็นโปรเจคพิเศษที่ทำด้วยกัน จะออกเร็วๆ นี้นะครับ

ทำงานมาหลากหลายสาขามาก นิยามตัวเองว่าจริงๆ แล้วแล้วเป็นอะไร

ผมเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน convergence น่าจะตรงสุดครับ เพราะผมคิดว่าผมทำได้ทุกอย่าง แต่ว่าด้วยส่วนตัวเลย ชอบร้องเพลงที่สุด เราเดินทางสายนักร้องมาเยอะที่สุด แล้วบังเอิญมันได้โอกาสจากผู้ใหญ่มาก่อนในเรื่องของการเป็นนักแสดง

ถ้าให้เลือกสิ่งที่ชอบทำที่สุด

ถ้าให้เลือกสิ่งที่ชอบทำจริงๆ คือ การเป็นนักร้อง เพราะว่าบีนเริ่มต้นจากการชอบร้องเพลงกับ พี่ที JETSET'ER เราเป็นพี่น้องกัน เราก็จะร้องเพลงด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราชอบร้องเพลง แล้วเพลงที่ร้องก็เป็นแนวที่ใกล้ๆ กันด้วย เป็นพวกแนว ฟิวชั่นแจ้ส ป็อบโวลแจ้ส อะไรประมาณนี้ เป็นเพลงที่เราร้องไปในทางเดียวกันแบบ easy listening สุดท้ายพี่ทีก็ไปเป็นนักร้องก่อน (หัวเราะ) แล้วบีนก็จับพลัดจับผลูไปเป็นนักแสดงก่อน แยกสายกันไป

เอาจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้รู้เรื่องกับการเป็นนักแสดง หรือพิธีกรมาก่อนเพราะเราชอบสายนักร้อง หรือเป็นสายนักกีฬามาก่อนด้วยซ้ำ  แต่พอมาทำงานจริงๆ ก็มีโอกาสได้มาเป็นนักแสดงก่อน พอทำแล้วก็รู้สึกสนุกดี มันเป็นศาสตร์หนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า การที่เราได้ทำอะไรที่เราไม่เคยทำ อย่างเรื่องแรกผมได้เล่นเป็นนักบาส ซึ่งเราก็เป็นนักบาสมาก่อน สบายเลยครับในเรื่องของคาแรคเตอร์ แต่สิ่งที่หนักที่สุดก็คือ เนื่องจากมันเป็นละครเด็ก ก็ต้องมีสลิง ซึ่งผมอยากบอกว่าในวงการบันเทิงสิ่งที่ยากที่สุด คือ สัตว์ เด็ก เอฟเฟค สลิง นี่เลยละคับ เข้าวงการก็เจอครบทั้ง 4 อย่างเลยครับ เป็นบททดสอบที่หนักมาตั้งแต่ต้นเลย แต่เราก็รู้สึกว่ามันก็สนุกดีนะ ได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน

ในแต่ละสายอาชีพที่เราได้ไปทำ ให้อะไรกลับมาบ้าง

อย่างแรกเลยในสมัยที่ผมเป็นนักกีฬา การเป็นนักกีฬาทำให้เรารู้สึกว่าทำให้เราเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก พอเข้าวงการมา โดยเริ่มจากการเป็นนักแสดง ละครเรื่องแรก ถ่ายไปออนไป นัดกอง 6 โมงเช้า เราต้องตื่นตีสาม ซึ่งเรียกว่าเป็นคิวชนคิวต่อกันเลยทีเดียว ทำให้เราได้ใช้อะไรจากการที่เราเคยเป็นนักกีฬามา พอมาถึงตรงนี้มันทำให้เรารู้สึกว่า เรามีวินัยมากขึ้น แล้วเราคิดว่าไม่ว่างานมันจะยากขนาดไหน มันมีคนคนที่ทำงานยากกว่าเราเสมอ ตัวอย่างเขานัดกองเราหกโมงเช้า ทีมงานก็ต้องมากันตั้งแต่ตี 4 เขาต้องมาก่อนเรา พวกเขาทำงานยากกว่าเราเสมอ เพราะฉะนั้นมันทำให้เรารู้เสมอว่า เมื่อเราทำงานอะไรก็ตาม ถ้าเราคิดว่าของเรายากแล้ว มันก็จะมีอีกคนที่เขาทำยากกว่าเราเสมอ เพราะฉะนั้นก็อย่าไปท้อหรือไปเหนื่อยกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ทำไปตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น

เข้ามาเป็นพิธีกรรายการ Gopa Channel ได้ยังไง

มีทีมงานจากที่ทำงานด้วยกัน แนะนำมาว่าพอดีรายการก้าวขึ้นสู่ปีที่ 2 กำลังหาพิธีกรร่วมที่เป็นผู้ชายเพื่อสร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับรายการ ทางทีมคงเคยเห็นว่าบีนก็ผ่านงานทั้งนักแสดง พิธีกร ได้ในคนเดียวกัน ก็อาจทำงานร่วมกันได้ไปในทิศทางเดียวกัน ทาง พี่ปุ๋ย-ดิศราพร ก็เลยเรียกมาคุยว่าจะสามารถทำงานเข้าขากันได้ไหม

ความยาก-ง่าย ในการทำงานกับผู้ใหญ่

เอาจริงๆ บีนเป็นนักร้องสายแจ้ส สายร้องเพลงชิวๆ มา ก็ต้องเจอต้องทำงานกลับคนที่เป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว แล้วเป้าหมายกับทาร์เกตหลักของคนที่ฟังแจ้สก็มักจะเป็นผู้ใหญ่ แล้วบีนร้องเพลงไทยแจ้ส ร้องเพลงเก่า เพราะฉะนั้นก็ผ่านงานที่ต้องทำกับผู้ใหญ่มาเยอะ พอได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับ พี่ปุ๋ย - ดิศราพร พี่เขากลับไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้น พี่ปุ๋ยจะลดระดับลงมาเพื่อให้มีแก๊กกระหว่างผู้ใหญ่กับความเป็นวัยรุ่น ให้มันอยู่ตรงกลาง เราก็เลยยังพอคุยกับเขาได้ว่ามันต้องเป็นแบบนี้นะ ประมาณนี้นะครับ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเลย กับการปรับให้เข้ากับการทำงานร่วมกันครับ

ที่ผ่านมากับการถ่ายรายการ Gopa บีนจะชอบเทปที่ถ่ายที่ The Hamlet Ari ที่ชอบเทปนี้เพราะว่า พี่แม๊ก - เจ้าของร้าน พอได้คุยด้วยแล้วเรารู้สึกว่า เราได้แรงบันดาลใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตกลับมา มีอยู่คำหนึ่งที่พี่แม๊กพูด พอบีนได้ฟังแล้วรู้สึกว่า มันจริงนะ คือ ชอบมาก “พี่เขาบอกว่าคนเราเกิดมา หรือแม้กระทั่งสิ่งของที่ถูกสร้างมา อย่างหนึ่ง มันไม่ได้มีหน้าที่เดียวตลอดชีวิต บางอย่าง วันหนึ่งเขาอาจจะไปเป็นโต๊ะ เขาอาจจะไปเปลี่ยนสถานะเป็นอย่างอื่นก็ได้ อย่างเราวันหนึ่งเราเป็นพิธีกร วันหนึ่งเราอาจจะยังเป็นลูก อาจจะเป็นอย่างอื่นที่เราต้องเปลี่ยนบาทบาทไป อาจจะไปเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นอะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติดว่าโต๊ะก็คือโต๊ะ คนก็คือคน เพราะคนเราอาจจะเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของตัวเองได้เสมอ อย่าไปยึดติดกับมันว่ามันจะต้องเป็นอะไร...” พอฟังแล้วก็คิกว่าจริงนะ ก็เอาความคิดนี้มาปรับใช้ได้เยอะเลย ซึ่งมันก็ทำให้บีนรู้สึกว่าเนอะการทำงานเป็นพิธีกรมันได้อะไรจากการที่เราได้ไปสัมภาษณ์ผู้คนเยอะดี บางทีเรามองในมุมของเราเอง มันอาจจะได้แค่นิดเดียว แต่พอเราได้ไปสัมภาษณ์คนคนหนึ่งปั๊บ มันกลายเป็นว่า จากเดียวมุมเดิมของเรามันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลย ความคิดของเรามันถูกทำให้ขยายขึ้นมาก

Inspiration ในการใช้ชีวิตมาจากไหน?

Inspiration ของบีนจริงแล้วมันก็เกิดจากตัวบีนเอง มาจากการใช้ชีวิตกับครอบครัว เราชอบอะไรเรา ร้องเพลงเราก็ร้องมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว อย่างปัจจุบันทำร้านกล้วยทอด Inspiration ก็มาจากแฟนเพราะที่บ้านของเขาทำร้านกล้วยมาก่อน แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากหยิบเอาสิ่งที่เป็นมรดกของเขาออกมาทำให้เป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น เอามาทำให้เป็นแบรนด์ที่เป็นรูปร่างมากขึ้น พอมาทำงานเป็นพิธีกร เราก็จะได้ได้ในเรื่องของมุมคิดมากขึ้น

Mind Set ในชีวิตของ Been

จริงๆ ประเด็นหลักขอบีนเลย บีนจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบยึดถือวันนี้เป็นหลัก อยู่กับปัจจุบัน เพราะอนาคตมันไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อดีตเราก็ไม่สามารถนั่งไทม์แมชชีนเหมือนโดราเอมอนได้ เพราะฉะนั้น อดีตมองให้มันเป็นบทเรียนของเราไป แล้วทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าพรุ่งนี้เราตื่นมาจะเจออะไร เรากลับไปนอนอาจจะไม่ได้ตื่นมาก็ได้ สิ่งที่เราต้องรู้ที่สุดคือ วันนี้ เวลานี้ ตอนนี้ ให้ดีที่สุด ใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักและทำให้เรามีความสุขที่สุดก็พอแล้วสำหรับบีน

ในวันที่เรารู้สึกว่า feel down เราจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง

ด้วยความที่บีนเป็นคนที่อยู่กับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก มีทั้งคุณพ่อ คุณแม่ อยู่ใกล้ชิดกัน มีกิจกรรมทำเยอะไปหมดถ้าจะมีช่วง feel down ก็จะสั้นมาก ทุกคนต้องมีอารมณ์นี้แน่นอนในวันที่ตัวเองทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดหรือตั้งความหวังเอาไว้ มันต้องมีวันที่เรา week วันที่เรารู้สึกว่า ทำไม! ไม่ได้ มันต้องมีกันครับ แต่..ด้วยความเป็นบีน ได้เจอกับคุณพ่อคุณแม่ตลอด มันทำให้เราได้มีโอกาสคุยตลอด ในวันที่เราอยู่กับปัจจุบัน กับสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น คือ ตอนนี้ มันก็เลยทำให้ความรู้สึกที่ไม่โอเค มันสั้นมาก พอรู้สึกปั๊บ เรามีกิจกรรมที่ต้องทำแล้ว พอเรากำลังเครียดอยู่ตรงนี้ อ่ะ! เราก็ต้องไปซ้อมกีฬาแล้ว พอเราไปเครียดกับตรงนั้น เราก็ต้องไปช่วยงาน กลับไปดูคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านแหละ ต้องสลับไปทำงานพิธีกรแล้ว เพราะฉะนั้น ในสมองมันจะจะต้องคิดโน้นคิดนี่ มีกิจกรรมให้เราคิดอยู่ตลอดเวลา มาทดแทนเสมอ มันก็เลยกลายเป็นว่า จุดที่มันทำให้เรารู้สึกแย่ๆ มันก็เลยสั้นไปเลย มันหายไปเร็วมาก แล้วมันก็จะถูกเปลี่ยนให้เราไปคิดอย่างอื่นแล้ว เราไปทำอย่างอื่นให้เสร็จก่อนตามหน้าที่ แล้วค่อยกลับมาคิดกับที่มันทำให้เรารู้สึกแย่ก็ได้  บางทีพอเราจัดการด้วยวิธีแบบนี้ มันกลายเป็นดีไปเลยนะ เพราะในขณะที่เรากำลังเครียดเราอาจจะคิดไม่ออกก็ได้ อย่างถ้าเราเครียดอยู่กับงานงานหนึ่ง ทำไมถึงแก้ไม่ได้สักที กลายเป็นว่าเราต้องจดจ่ออยู่กับงานงานเดียว ยิ่งเค้น ก็ยิ่งคิดไม่ออก แต่พอมันมีกิจกรรมอย่างอื่นมาให้ทำปั๊บ มีงานเรียกเข้ามาให้ไปทำ ได้ไปถ่ายรายการ ได้ไปเห็นนู้นนี่ กลับมาคิดออกเลย เหมือนกับเราไปได้แรงบันใจ ความคิดจากการที่เราได้ออกไปทำงานข้างนอก กับสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ตรงจุดที่ทำให้เครียด จนบีนอยากใช้คำว่า “ช่างมัน! เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” กับเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกแย่หรือเครียดไปกับมัน  

เรื่องนี้ต้องขอ มันแกว ฝักทอง เผือก ว่ามาเป็นบัดดี้หัวใจกับ มิ้ม – มาติกา ได้ยังไง

บีนเคยเจอกับมิ้มอยู่บ้างแล้ว ตามงานทั่วไป แต่ก็ยังไม่ได้คุยกัน เพราะตอนนั้นเราทั้งคู่สถานะก็ไม่โสดกัน วันหนึ่งต่างคนก็ต่างมีพื้นที่ว่างของหัวใจกันทั้งคู่ เป็น Free Zone แล้วมีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น แล้วมันคลิก มันใช่  เราคุยในเรื่องเดียวกัน ภาษาเดียวกัน เพราะเราเริ่มจากความเป็นเพื่อนเราคุยกันได้ในหลายๆ เรื่อง แล้วการที่เราได้มาเจอคนที่เราสามารถคุยได้ในทุกๆ เรื่อง หรือสนับสนุนเขาได้ในทุกเรื่อง แล้วเขาก็สามารถสนับสนุนเราได้ในทุกเรื่องเหมือนกัน มันหายาก เพราะว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาเราเจอคนที่เวลาเราคิดอะไรบางอย่างแทนที่เขาจะสนับสนุนเรา เขากลับมักจะขัดเรา แต่กับมิ้มเอง มันก็มีขัดกันนะ แต่ก็ยังคงเป็นการขัดในมุมที่พร้อมจะสนับสนุนเรา ขัดเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เราคิดว่ามันสามารถเดินต่อและทำมันได้จนสำเร็จ ก็ลองคุยกันจริงจังมากขึ้น แล้วยกระดับความสัมพันธ์มาเป็นแฟนกัน ^^  และ จากการคบกันมา 4 ปี ก็กำลังยกระดับมาถึงขั้นเรากำลังจะแต่งงานกันครับ ในเดือน พ.ย. นี้

โควิด-19 มา พาอะไรมากระทบกับเราบ้าง

ทุกอย่างเลยครับ อันดับแรก คือ งานน้อยลงรายได้ที่เคยนิ่ง ก็ไม่นิ่งเลยอะไรที่ยังมีค่าใช้จ่าย ก็ต้องพยายามหาในทุกวิธีมาจ่าย แน่นอนครับเจอกันทุกคน มันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดกับบีนคนเดียว มันเกิดขึ้นกับทุกคนในโลกใบนี้ แต่ว่าถ้าเรามองว่ามันเป็นอุปสรรคไหมมันเป็นอุปสรรค แต่เรามองให้มันเป็นโอกาสเรามากกว่าว่า พอมีโควิด-19 แล้ว ก็มาทำธุรกิจเลยเพราะอย่างนั้นก็ยังคงไม่ได้ทำสักที ค่าที่ถูกลง ค่าอะไรต่างๆ ก็ลดลง เฟอร์นิเจอร์ก็ลด 50% แต่ถามว่ามันมีผลกระทบไหม 100% ครับ ทุกคนเจอกันหมด ถ้ามันเป็นอุปสรรคแล้วเราไปคิดว่ามันเป็นอุปสรรค มันก็มีแต่ความทุกข์ สู้ว่าเราปล่อยมันไปจะเครียดอะไรขนาดไหนก็กลับมาตั้งหลักแล้วมองว่า สิ่งที่เรามีอยู่มันเอามาทำอะไรได้บ้าง เป็นพิธีกรที่นั่นได้ ไปร้องเพลงที่นั่นได้ อะไรที่เลือกทำได้ก่อนก็ทำ มันจะแย่ขนาดไหนก็จะมีคนที่เขาแย่กว่าเราก็มี บางคนไม่มีบ้านอยู่ แต่เราตื่นมายังมีบ้านอยู่ ยังมีข้าวกินยังมีเงินซื้ออะไรได้บ้าง ในเวลานี้เราต้อง Positive Thinking กันเข้าไว้ เพราะมันไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง ถ้าคนที่ท้อ เราเค้ามีความเชื่อในตัวเขาเอง กลับลงมาอยู่กับสิ่งที่มีในปัจจุบัน แค่นี้เขาก็จะอยู่กันได้

ผลงานตอนนี้มีอะไรบ้าง

ตอนนี้ก็จะมีพิธีกรรายการ Gopa Channel เป็นพิธีกรคู่กับพี่ปุ๋ย-18 กะรัต  มีเป็นพิธีกรไลฟ์สดในหลายๆ ที่ เร็วๆนี้ก็จะมีเพลงกับพี่โก้-มิสเตอ์แซกแมน แนว อะคูสติก ฟิวชั่นแจ้ส ซึ่งจะมีแนวโคเรีย บาลาส (Korea Ballard) เข้ามาผสมด้วย

หลังจากนี้วางแพลนชีวิตไว้ยังไงบ้าง

บีนมองว่า Banana Story นี่แหละ คืออันดับแรกๆ ของบีนเลย ด้วยมันเป็นกิจจะลักษณะ แบบ Full Option แล้ว มันเป็นแบรนด์ที่เริ่มติดตลาดกับคนในละแวกซอยสามัคคีแล้ว ทั้งเรื่องของรสชาติ การตกแต่งร้าน ก็อยากจะทำให้แบรนด์มันขยายออกไป อาจจะมีการทำแฟรนไชส์ แต่ว่าอันนี้เป็นเรื่องของอนาคตนะครับ แต่เราก็วางแพลนเอาไว้ แต่ก่อนทำเราต้องทำระบบภายในให้แข็งแรงซะก่อน เพราะถ้าระบบภายในไม่แข็งแรง ถ้าปล่อยตัวแฟรนไชส์ออกไป คุณภาพจะไม่ได้ตามที่เราวางเอาไว้เราก็ไม่อยากปล่อยอกไป

ตอนนี่ทั้ง บีน กับ มิ้ม ก็จะช่วยดูร้านกันสลับกันไป เพราะเราทั้งคู่ก็ยังมีจ๊อบงานพิธีกรกันอยู่ ก็เรียกได้ว่า ร้าน Banana Story ถือเป็นธุรกิจหลักของครอบครัวเราเลย แล้วถ้ามัน strong มากขึ้นกว่านี้ เราสามารถปล่อย พนง. ที่ร้านได้ สามาถปล่อยเป็นแฟรนไชส์ได้ เราก็จะค่อยๆ เฟดพวกงานที่รับออกไปบ้าง แล้วก็มุ่งมาบริหารให้มันดีมีคุณภาพต่อไปครับ

“ผู้ชายขายกล้วย” คือยังไง ^^’

มันเป็นคำที่ฟังแล้วดูตลกดีนะครับ .. พอเราเริ่มมีอายุเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง เราเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่มันจะตอบแทนเรา หรือว่าสิ่งที่จะทำให้เราได้ใช้ชีวิตในอนาคตมากที่สุด คือ การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แล้วเราจะทำอะไรล่ะ? เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นที่จะต้องมีคำตอบให้กับอนาคตของเรา เราก็กลับมามองว่า เราโตมาด้วยการเป็นนักร้อง เป็นนักแสดง เป็นพิธีกร แต่พอถึงในช่วงอายุหนึ่ง สิ่งแล้วนี้มันก็จะหมดไป ถ้าเราอายุสักประมาณ 50-60 ปี เราอาจจะร้องเพลงไม่ได้ ถ้าอายุสัก 40 ปี อาจจะไปเป็นนักแสดงไม่ได้ หรือถ้าเราอายุสัก  50-60 เราอาจจะไปเป็นพิธีกรไม่ได้ แล้วเราจะทำอะไร มองไปมองมา ก็พอดีกับที่ “มิ้ม” แฟนบีน ที่บ้านเขาขายกล้วยทอดมาตั้งเขาเด็กๆ อยู่แล้ว ประจวบกับความฝันของมิ้มเขาบอกกับบีนว่า เขาอยากเห็นร้านกล้วยทอดของเขาเป็นร้านที่เป็นกิจลักษณะ เป็นเหมือนร้านกึ่งคาเฟ่ ไม่ได้เป็นแค่แผงขาย แล้วพอเราได้ออกไปเห็นไอเดียจากอะไรหลายๆ อย่าง แล้วทำไมจากกล้วยทอดจากราคา 20 บาท มาทำราคาขายที่ 35-50 บาท แล้วทำไมจะไม่มีคนซื้อ ถ้าเราทำร้านให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น ทำให้เป็นร้านที่คนสามารถมานั่งชิว กินกล้วยทอดไป คุยกันไป ก็มาทำให้มันเป็นร้านที่เป็นธุรกิจของครอบครัวไปเลย ก็เลยมาจริงจังด้วยการต่อยอดจากแบรนด์เดิมที่มี คือ Banana Story จึงกลายมาเป็น “คาเฟ่กล้วยทอด แห่งแรกในประเทศไทย”

ตอนเราที่บีมคิดว่า ก็ว่าจะทำเป็นแบบคีออส แต่พอมาได้สถานที่มันอยู่ใต้ต้นไม้ แค่คีออส (ร้านค้าขนาดเล็ก) มันต้องไม่เด่นแน่ๆ ก็หาของตกแต่งมาเพิ่มเลยเปลี่ยนเป็นแบบร้านคาเฟ่ไปเลยก็ได้นี่ ก็เลยมาเป็นคาเฟ่กล้วยทอดเลย ร้าน “Banana Story”  ที่เลือกตรงนี้เพราะว่าใกล้บ้านเลย เพราะบีนคิดว่า ถ้าเราจะเปิดร้าน หรือทำอะไรกับร้านสักร้านหนึ่ง เราต้องให้ความสำคัญ ต้องทุ่มเท เพราะฉะนั้น ถ้าร้านตั้งอยู่ไกลจากที่พักเรามาก เราต้องเดินทางมันจะเหนื่อยไปสำหรับเรา เพราะฉะนั้นทำเลตั้งร้านที่อยู่ใกล้บ้าน จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ด้วยเราก็อาศัยอยู่แถวนี้ เรียนก็แถวนี้ ผ่านไปผ่านมาตั้งแต่เด็ก ก็เห็นแถวนี้ครึกครื้นตลอด ถึงแม้ว่าจะดรอปลงไปบ้างเพราะว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ก็ยังคงมีร้านทั่วไปเปิดกันอยู่ อีกอย่าง คือ อยู่ใกล้กับทางออก ใกล้ป้ายรถเมล์ ซึ่งกล้วยทอด มันได้คนเดินผ่านไปผ่านมา ได้กลิ่นทอดหอม เป็นของกินแบบง่ายๆ จะมีบางคนที่มองว่า “กล้วยทอด” จะดูเป็นของกินของวัยผู้ใหญ่ แต่บีนมองกลับกันว่ามันกินได้ทุกวัย และเป็นสแน็คที่รับประกันความอร่อยได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว มันไม่ต้องคิดว่า มันจะอร่อยไหม เพราะส่วนใหญ่มันมีความอร่อยอยู่ในตัวอยู่แล้ว จะแตกต่างก็อยู่ที่สูตรของแต่ละที่ แต่ละร้านเท่านั้นเอง แล้วพอเราทำร้านให้ดูมีความเป็นวัยรุ่น ออกแบบกล่องให้ดูสวยงามน่าสนใจ มันก็ตอบโจทย์กับกลุ่มคนทั้งวัยทำงาน วัยเรียน เพิ่มมากขึ้นหลากหลายมากขึ้น (ระหว่างสัมภาษณ์ มีลูกค้าระดับ VIP ไหม ก็แค่จอดรถ Porsche (ปอร์เช่) ลงมาซื้อ เพราะติดใจในรสชาติ)

หน้าที่ใน Banana Story ทำอะไรบ้าง

เป็นลูกจ้างครับ (หัวเราะ) หน้าที่หลักๆ ของบีน คือ ด้วยบีนไม่ได้ทอดเก่ง หรือทอดเป็น  ก็จะเป็นเรื่องของการต้อนรับลูกค้าซะมากกว่า เป็นฝ่ายขาย ฝ่ายเชียร์ คอยอธิบายผลิตภัณฑ์กล้วยของเราให้กับลูกค้า เพราะบางคนที่เขาเข้ามา เขาเห็นร้านเป็นลักษณะแบบนี้ สีเหลืองสดใส แล้วมีคำถาม ก็จะเป็นหน้าที่เราที่จะอธิบายถึงที่มาที่ไปถึงคอนเซปต์ของร้าน แบรนด์เรามีมากี่ปีแล้ว ดึงสตอรี่ความเป็นกล้วยสูตรเก่าแก่ สูตรสลัดน้ำมัน ด้วยเครื่องสลัดน้ำมัน ออกมาพรีเซนต์ให้กับลูกค้าฟัง มันก็ทำให้ “กล้วย” ของเรามีเรื่องราวมากขึ้น ซึ่งถ้าจะถามเรื่องร้านแบบลึกๆ ต้องให้มิ้มมาเล่าให้ฟังนะครับ

หมดคำถามจากลูกจ้างร้าน Banana Story นายบีน – จุลศักดิ์ แล้ว เรามาคุยกับเจ้าของร้าน Banana Story ตัวจริงกันดีกว่า กับ “มิ้ม - มาติกา ” อดีตสมาชิกวงสดใสอย่าง Cup C

แนะนำตัวกันหน่อยจร้า 

สวัสดีค่ะ “มิ้ม - มาติกา โตส้ม” เข้าวงการมาด้วยการเป็นพิธีการช่อง ซ่าเน็ตเวิร์ค ของช่องโมโน ซึ่งตอนนั้นเปิดเป็นช่องทางเคเบิ้ล หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้มาเป็นศิลปิน วงคัพ C เพลงที่น่าจะรู้จักกันคือ ‘ถอดไม่ถอด’ หลังจากวงยุบไปก็มาเป็นดีเจของช่อง MONO FRESH ได้เข้ามาทำเดโมแล้วก็ได้เป็นดีเจของช่องเลย ประมาณ 4 ปี แล้วมาเจอช่วงสถานการณ์โควิด-19 คลื่นก็ต้องยุบแล้วปิดตัวไป ก็ได้โยกไปเป็นพิธีกรที่ช่องโมโน

ตอนนี้มีงานในวงการอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เป็นพิธีกรอยู่ช่องโมโน อยู่ในส่วนของรายการ entertainment now ค่ะ ช่วงประมาณบ่ายสอง เป็นรายการประมาณ 5 นาที ออนแอร์ทุกวันจันทร์ ตั้ง 1 วัน ส่วนอีก 6 วัน มิ้มก็จะอยู่ที่ร้านกล้วย Banana Story นี้เลยค่ะ

ช่วงที่เป็นพิธีกร ก็จะมีเอากล้วยแขกไปออกร้านบ้าง ก็เลยคิดต่อยอดทำให้เป็นแบรนด์ขึ้นมาเลย แรกๆ เลยก็ยังไม่มีทั้งถุงหรือกล่อง เวลาไปออกงานมีหลายคนทักว่ากล้วยของเราอร่อยนะ (ยิ้มน่ารัก ^^) ก็คิดจะต่อยอดอยู่แล้วด้วย มีไปขายที่ตึกจัสมิน (แจ้งวัฒนะ) พอช่วงตัวตลาดมีปรับปรุงเราก็ไม่ได้ขายเลยมาสัก 2-3 ปี พอมีช่วงเปิดอีกที เราก็ได้เข้าไปขายอีก แต่ก็มาโดนช่วงโควิด-19 อีก ทางโมโนเองก็ได้ย้ายไปที่ MONO Stadium คนก็เริ่มน้อยลง ก็เลยตัดสินใจปิดร้านไปก่อน จนมาได้ที่ใหม่ที่ ตลาด One One Food Avenue ตรงนี้

ที่มาที่ไปของร้าน Banana Story

จริงๆ แล้วคนที่ริเริ่มตั้งแต่แรก คือ คุณพ่อเลยค่ะ ที่จังหวัดอุทัยธานี ช่วงแรกยังทำเป็นแบบเตาถ่านก่อน เป็นกระทะใบเล็กๆ เริ่มจากกล้วยแค่ 4 หวี ซึ่งตัวสูตรเอามาจากคุณป้าอีกทีหนึ่ง แต่ก็ยังมีความแข็งไม่นุ่ม ไม่เข้าที่เหมือนกับปัจจุบันที่ขาย แต่คุณพ่อก็ปรับสูตรมาเรื่อยๆ จนคุณแม่เอามาขายอีกที ที่กรุงเทพฯ แล้วคุณพ่อก็กลับบ้านไปที่อุทัยธานี ส่งต่อให้คุณแม่แล้วกลับไปดูแลเรื่องรับเหมาก่อสร้างที่บ้าน ซึ่งร้านที่คุณแม่ขายจะตั้งอยู่ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 25 นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ประมาณ 30 ปีมาแล้ว จนสามารถส่งมิ้มเรียนจนจบ แล้ววันนี้มิ้มก็เอามาต่อยอดเป็น Banana Story

ซึ่งมิ้มมาต่อยอดจากที่คุณแม่ขายแบบดั้งเดิม มาใส่รถเข็นขายตรงหน้า ธนาคารกรุงเทพ ปากซอยจรัญฯ 25 มาช่วยตอนปิดเทอม หลังจากที่เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ช่วยขายมาเรื่อยๆ ทำให้มิ้มทำเป็นตั้งแต่ การทำแป้ง ฝานมัน ฝานกล้วย ทำทุกอย่างได้หมด มีช่วงเด็กๆ ก็ไม่ค่อยชอบทำ จะหนีไปทำงานเป็น พนง. ในโรงหนังบ้าง สเวนเซ่นส์บ้าง  แต่ท้ายสุดแล้วก็ได้กลับมาต่อยอดเป็นแบรนด์ของเราเอง

คอนเซปต์ของ Banana Story คืออะไร

เราอยากทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับกล้วย ไม่ว่าจะเป็นกล้วยฉาบ กล้วยเชค เราอยากทำหมดเลย ก็เลยตั้งชื่อให้ดูเป็นองค์รวมไปก่อน เพื่อที่ในอนาคตเราอาจจะมีอะไรที่เกี่ยวกับกล้วยเพิ่มเข้ามา แต่ด้วยบ้านมิ้มเองก็ขายกล้วยทอดมาดั้งเดิม งั้นเราขายกล้วยทอดไปก่อนนะ ให้แบรนด์แข็งแรง ติดตลาดก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยเพิ่มผลิตภภัณฑ์กล้วยอื่นๆ เข้ามา

ส่วนชื่อ กล้วยแขกเมืองอุทัย ก็คือ คุณพ่อบอกว่าจะตั้งชื่ออะไรก็ได้ แต่อยากให้มีชื่อเมืองอุทัย เพราะเราเป็นคนอุทัยธานี คงความเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นไอของความเป็น local เอาไว้ ก็กลายเป็นที่มาของชื่อ “กล้วยแขกเมืองอุทัย” นั่นเองค่ะ มีลูกค้าหลายคนที่เป็นเมืองอุทัย เดินเข้ามาถามว่า นี่เป็นกล้วยแขกเมืองอุทัยฯเหรอ พี่ก็เป็นคนเมืองอุทัยนะ ลูกค้าก็จะชอบเพราะเหมือนว่าได้กลับบ้าน ได้กินของที่บ้านตัวเอง

Banana Story มีความพิเศษยังไง

ของเราอยู่ที่ตัวแป้งเลยค่ะ แป้งของเราจะใส่มะพร้าวเยอะมากเป็นแป้งสด ทำใหม่ทุกวัน เวลาที่ชิมกล้วยทอดร้านเราจะมีกลิ่นของมะพร้าวขึ้นจมูกเลย บวกด้วยความหวานมัน และที่ร้านจะใส่เครื่องแน่น ไม่ว่าจะเป็น งา ถั่วทอด เราจะใส่ไปในกากหมดเลย จะไม่ใช่กากแบบโล้นๆ เปลือยๆ อันนี้สำคัญมากที่คุณพ่อเน้นย้ำเลยว่า อยากให้เป็นเอกลักษณ์ของ “กล้วยแขกเมืองอุทัย” อยากให้งาติดแบบขนมตุ๊บตั๊บเลย แล้วน้ำมันที่เราใช้ เราใช้น้ำมันปาลม์ ในการทอดเพราะน้ำมันประเภทนี้กลิ่นจะน้อยมาก

เมนูของร้าน Banana Story ที่ต้องห้ามพลาด

กล้วยทอด นี่เลยค่ะที่แบบลูกค้าจะชอบสั่งมาก แล้วก็มีเผือก ฟักทอง มันธรรมดา มันม่วง (เพราะกระแสการกินมันม่วงมาแรง เลยเพิ่มมันม่วงเข้ามาด้วย) เหมือนกับว่าอะไรที่เป็นกระแส แล้วสามารถจับมาทอดรวมกับของเราได้ เราก็จัดเลยค่ะ แล้วก็จะมีเมนูที่ มิ้มกับบีน คิดจะทำให้เป็นเมนูแบบ Fine Dinning คือ “ไอติมกล้วยทอด” จะมีไอติม 2 รสชาติ คือ รสชาไทย กับ กะทิ เป็นไอติมโฮมเมด ซึ่งได้ผ่านการเช็คมาหลายที่มากว่า ของที่ไหนจะเข้ากับกล้วยของเราได้มากที่สุด ซึ่งเราจะเอามามิกซ์กับกล้วยแขกบ้าง เผือก มัน บ้าง กินแทนพวกของเชื่อมที่ราดในไอติมทั่วไป ราคาขายของที่ร้านคือ เราจะขายที่ 45 บาท กล้วยทอดทั่วไปเป็นถุงจะมี 7-8 ชิ้น แล้วแต่ขนาดของกล้วย ถ้ากล้วยมีขนาดเล็กเราก็จะใส่ 8-9 ชิ้นเลย จะอยู่ที่ 35 บาท ทางร้านรับรองถึงคุณภาพของกล้วยว่าจะมีความพอดีกำลังกินได้ ไม่สุกมาก หรือห่ามจนเกินไป เรียกว่าต้องเป็นแบบสุกใกล้ห่าม จะอร่อย ซึ่งเราจะเช็คกันทุกๆ เช้าก่อนขาย อย่างกล้วยที่เรานำมาเป็นวัตถุดิบ ก็เป็นกล้วยที่คุณแม่ไปซื้อกับเจ้าเดิมมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา Banana Story ก็ยังคงใช้กล้วยของที่นี่อยู่ เรียกได้ว่าวัตถุดิบคงเดิม เพิ่มเติมคือการขยายตลาดที่เพิ่มขึ้น 

ช่วงฝากร้านมาแล้ว

อยากให้ทุกคนมาลองชิม กล้วยจากร้าน “Banana Story  กล้วยแขกเมืองอุทัย” เป็นร้านที่ต่อยอดมาจากคุณแม่ ที่ขายมากว่า 30 ปี ยังไงความอร่อยเหมือนเดิมอยากให้มาลองชิมกันดู ที่สำคัญเรามีเมนู “ไอติมกล้วยทอด” เป็นเมนูที่แปลกใหม่ หลายคนอาจคิดว่า กล้วยทอดกับไอติมจะเข้ากันได้ยังไง มันมีความลงตัวที่หลายคนยังไม่รู้ แนะนำว่าต้องมาลองชิมกันดูค่ะ ร้านเราตั้งอยู่ที่ ซ.สามัคคี เปิดตั้งแต่  7.00 – 19.00 น อย่าลืมมาอุดหนุนกันนะค่ะ

ปิดท้ายด้วย ช่วงเดือน พ.ย. กำลังจะมีข่าวงาน wedding day  อยากให้ บีน&มิ้ม ฝากคำแทนใจถึงกัน

มิ้มพูดถึงบีน -  บีนเป็นคนน่ารัก รักครอบครัว ถึงแม้จะมีมุมที่ขัดๆ กันบ้าง แต่โดยรวมแล้วบีนเป็นคนน่ารักมีน้ำใจ คิดว่าเราน่าจะฝากฝังชีวิตของเราไว้กับคนคนนี้ได้ ประทับใจหลายเรื่องด้วย บีนเป็นคนที่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นเยอะมากๆ บางทีตัวเขาเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่แย่ แต่เขาก็เซฟเรา เวลาที่เรารู้สึกแย่กับอะไรมา เขาก็จะคอยบอกว่าไม่เป็นไรนะ ให้กำลังใจตลอด ก็รักตรงนี้ที่เป็นเขาค่ะ

บีนพูดถึงมิ้ม -ถ้าเราเจอคนคนหนึ่งที่เรารู้สึกว่า เขาสามารถเติมเต็มในส่วนที่เราไม่มีหรือเราขาดไปได้ มันก็น่าจะพอแล้วสำหรับคนคนหนึ่ง บีนว่าคำนิยามของมิ้ม คือคำนั้นเลย มันไม่มีคำอื่นที่จะอธิบายกันได้มากกว่านี้ (มีเสียงแซวจากมิ้มว่า ...ไม่ร้องนะ) มิ้มคือส่วนที่มาเติมเต็มในชีวิตบีน ก็ต้องขอบคุณเขามากว่าที่เข้ามาในจังหวะที่ลงตัวในวันที่เรารู้สึกว่าเราอยากได้สิ่งที่เข้ามาเติมเต็มในวันที่เราพร้อมในหลายๆ อย่างแล้ว ก็คือเขานั่นเอง

เรื่องกล้วยๆ ของ “บีน จุลศักดิ์ หาญคุณะเศรษฐ์” มีอะไรมากกว่าความเป็นผู้ชายขายกล้วย แถมยังพ่วงท้ายด้วยบัดดี้หัวใจ+บัดดี้ชีวิต อย่าง “มิ้ม - มาติกา โตส้ม” มาช่วยเติมเต็มให้ช่วงเวลาของชีวิตที่กำลังจะหมุนไปนั้น ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อยากสัมผัสกลิ่นไอความอบอุ่นของทั้งสองคน และความอร่อยของกล้วยทอด ต้องไปชิมกันที่ร้าน “Banana Story  กล้วยแขกเมืองอุทัย” รับรองคุณจะได้หิ้วความอบอุ่นแบบอร่อยๆ กลับไปแน่นอน

ติดตามงานของบีน : รายการ GOPA CHANNEL

สนใจสั่งกล้วยทอด แฟนเพจ : Banana story by Dj Mim กล้วยทอดเมืองอุทัย 

ALL Interview UPDATE