บันทึกไม่ลับ จาก “PHUPA DIARY”

พลังงานบวกที่ได้จากกการเปิดไดอารีเล่มนี้ เด็กผู้ชายมาดเซอร์มีความเป็น Unique ในตัวเอง สัมผัสด้วยสายตาและเมื่อได้ฟังความคิดของเขา เรารู้สึกถึงพลังงานบวกไหลออกมากระทบให้กับคนรอบข้าง ในสถาวะที่จิตใจของผู้คนถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทา แต่ภูเขาลูกนี้ กลับช่วยบังหมอกสีเทาเหล่านั้น ไม่ให้กระทบกับผู้คนรอบข้างได้อย่างแท้จริง

แนะนำตัวกับ d-daytrendy กันหน่อยครับ

- ภูผา ภูริภัทร ณ สงขลา อายุ 20 ปี เรียนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน กำลังจะขึ้นปี 3 ครับ

ทำไมถึงเลือกเรียนที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

- จริงๆ ตั้งแต่มัธยมปลายก็ดูว่าน่าจะเหมาะกับพวกนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ เพราะเราค่อนข้างที่จะชอบแนวนี้ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็เรียนมาทางด้านนี้ เรียกได้ว่าเป็นแนวทางของแรงบันดาลมาบ้างแล้ว แต่เราก็เลือกในสิ่งที่เราอยากเรียน ไม่ใช่พ่อแม่อยากให้เราเป็น เผอิญในสิ่งที่ชอบตรงกับสิ่งที่พ่อกับแม่เราทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เลยตัดสินใจเลือกเอ็นทรานซ์ ที่สาขานี้ดู แล้วก็ติด ดีใจมาก เพราะเราคิดว่าเป็นสาขาที่มีความเป็นตัวเราค่อนข้างสูง อย่างวารสารเขาก็จะมีวลีที่พูดกันเองว่า “เวลาที่เราไปนั่งอยู่ตรงไหน ไม่ต้องบอกว่าเราเป็นใคร คนอื่นๆ เขาก็จะรู้ว่า นี่คือเด็กวารสาร” ... มันจะมีความเชื่อมั่น ความเป็นตัวของตัวเอง ความกล้าแสดงออกความกล้าที่จะพูดอะไรสักอย่างแตกต่างจากเด็กคณะอื่นๆ แต่เด็กคณะอื่นเข้าก็จะมีเอกลักษณ์ ของเขากันเองเหมือนกัน

อาชีพที่เราอยากทำ

- ด้วยผมเรียนเอกโฆษณา ก็จะดูพวกบริษัทเอเจนซี่โฆษณาไว้บ้าง พวกงานประชาสัมพันธ์ เคยไปฝึกงานพีอาร์ บริษัท บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง จำกัด ที่เลือกไปฝึกที่นี่ก็เพราะว่าอยากรู้ว่าตัวเองจะสามารถทำออกมาได้เป็นยังไง เป็นการฝึกงานแบบสั้นๆ ผลที่ออกมาก็ค่อนข้างโอเค พี่ๆ ที่ทำงานเขาก็รู้สึกว่าเราทำงานใช้ได้ แต่ถ้าจบแล้วไม่ได้ทำงานตรงสาย เราก็แค่เลือกงานที่เราอยากจะทำ ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องมีงานประจำที่ทำให้เรารู้สึกว่ามั่นคง พอมั่นคงแล้วเราก็อาจจะหาทางที่จะไปทำงานอื่นที่เรารู้สึกว่าโอเคและอยากจะทำมันจริงๆ

ให้นิยามตัวเอง ภูผา คือใคร

- ผมเพิ่งจะลงไปใน Instagram ว่าเพื่อนคิดกับเรายังไง เหมือนให้เพื่อนมารีวิวตัวเราแล้วเราจะได้รับความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเรา สิ่งที่เราได้กลับมามันเป็น Positive Thinking มาก ทำให้เราอยากจะทำอะไรกลับไปให้เพื่อนบ้างโดยการที่เราจะเล่าความเป็นคุณในมุมมองของเราให้คุณฟัง เราก็จะเปรียบเทียบเพื่อนว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มีเพื่อนคนหนึ่งนิยามความเป็นผมว่า “ผมเหมือนกับท้องทะเล” เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่ชอบทะเล เพื่อนก็จะบอกว่า “ภูผาเหมือนกับท้องทะเล ที่ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ ก็รู้สึกสงบและมีความสุข” เพราะฉะนั้น คำจัดความของภูผา ก็คือ ทะเลที่อยากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับทุกๆ คน ผมเป็นคนที่ชอบให้ความคิดบวกกับคนอื่นๆ   ก็ไม่ใช่ว่าเราเพอร์เฟคหรือว่าอะไร แต่ถ้าเราสามารถส่งต่อพลังบวกที่เรามีอยู่ให้กับคนอื่น ก็อยากทำให้ได้มากที่สุด

ที่มาของชื่อ ภูผา

- เป็นชื่อมาจากภาษาจีน อากงเป็นคนตั้งให้ ชื่อ “อู๋-เสียง-เอวี๋ยน” ในภาษาจีนแปลว่า ภูเขา แล้วพอมาเป็นแปลไทยคุณพ่อก็แปลมาให้เป็น ภูผา เพราะอยากให้ลูกคนนี้เข้มแข็งดั่งภูผา แต่ลูกกลับดันชอบทะเล มันก็จะเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกันไปนิดหนึ่ง แต่ก็ได้เหมือนกัน

ทำไมถึงไว้ผมยาว

- เริ่มจากด้วยกฎระเบียบของประเทศไทย เด็กนักเรียนผู้ชายจะต้องไว้ผมสั้น แล้วถ้ายิ่งเรียน ร.ด. ก็จะโดนตัดผมเกรียนมาตลอด ซึ่งเราไม่ชอบ เพราะเราชอบผมยาว แล้วพอต้องมาอยู่ในกฎระเบียบ ก็เกิดอาการกึ่งๆ เก็บกด เราก็เลยอยากไว้ผมยาวตามสไตล์วัยรุ่น ตอนแรกยังคิดแค่นั้น แต่พอพี่สาวไว้ผมยาว แล้วเขาเป็นคนที่รักผมมากๆ แต่เขาตัดสินใจที่จะบริจาคสิ่งที่เขารักที่สุดไปให้กับคนอื่น เราก็เลยอยากทำแบบนั้นบ้าง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้ไหม จนวันหนึ่งเราไปดูคลิปในเฟซบุ๊ก จะมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเขาน่าจะเป็นโรคมะเร็งซึ่งทำให้ผมร่วง แล้วน้องเขาก็ได้รับกล่องของขวัญ ซึ่งก็เป็นวิกผมโมเม้นต์ที่น้องเขาเปิดกล่องแล้วเห็นวิกผม คือ เขากอดแล้วกรี๊ดด้วยความดีใจ แล้วน้องเขาดูมีความสุขมาก เหมือนกับว่าโลกทั้งใบมันกลับมาสดใส เราก็แค่รู้สึกว่าถ้าผมที่น้องเขาได้เป็นผมของเรา ถ้าเราได้ทำให้ใครสักคนดีใจได้ขนาดนั้น เราก็คงจะแฮปปี้มากๆ เลยตัดสินใจไว้ผมยาวเลยแล้วกัน  ก็ไว้มาเรื่อยๆ ประมาณ 2 ปีแล้วครับ แต่ด้วยเป็นคนผมหยักศก หากจะบริจาคจะต้องมีความยาว 10 นิ้ว ขึ้นไป เพราะว่ามันเป็นผมที่งอ ต้องรอสักประมาณปีถึงปีครึ่งก็น่าจะบริจาคได้ครับ วันที่ไปตัดทำผมอาจจะถ่ายเป็น VLOG ไว้ด้วยครับ ในที่สุดเป้าหมายที่เรากำลังจะทำก็มาถึงแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่รอเวลาเท่านั้นครับ

หาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตมาจากไหน

-  จริงๆ ได้มาจากหลายอย่างเลยครับ แต่หลักๆ คงเป็น “ดิสนีย์” เลยครับ ผมเป็นคนที่ชอบดิสนีย์มาก แล้วอย่างที่รู้กันคือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความฝัน จินตนาการ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่มีความเพ้อฝันสูง แต่เพ้อฝันในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าลอยๆ ไม่มีหลัก ไม่มีแก่นสารนะครับ อย่างในหนังหรือการ์ตูนของดิสนีย์ ทั้งจากตัวของคุณดิสนีย์เอง ก็มักจะมีคำคมของเขาอยู่ เราดูแล้วเรารู้สึกว่าเราเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ อย่างการ์ตูนที่ผมชอบที่สุดคือ The Little Mermaid เจ้าหญิงเงือกน้อย ทั้งๆที่เป็นการ์ตูนของเด็กผู้หญิง มันค่อนข้างที่จะสอนอะไรเราหลายๆ อย่าง เช่นตัวเอก คือ แอเรียล เป็นนางเงือกที่อยากจะขึ้นมาใช้ชีวิตบนบก เขาก็ยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี เพื่อที่จะได้ขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องที่แค่เขาอยากจะมาเจอผู้ชาย แต่เขาอยากออกมาจาก comfort zone ของเขา ที่พ่อแม่เขาไม่อนุญาต หรือคนรอบข้างมองว่าไม่เหมาะสม แต่เขารู้สึกว่าเขาไปได้ไกลมากกว่านี้ เราก็รู้สึกว่าเราเป็นเหมือนแอเรียล ในหลายๆครั้งที่เราอยากทำอะไรแล้วมันมีกฎของสังคม หรือมันมีค่านิยมบางอย่างที่บอกว่าเราทำไม่ได้ หรือเราไม่ควรจะทำ แล้วเรารู้สึกว่า ‘เราไม่เชื่อว่าเราทำไม่ได้ แต่เรามั่นใจว่าเราทำได้’

พอเราโตขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าเราก้าวข้ามผ่านอะไรต่างๆ ที่เรารู้สึกว่าทำไม่ได้มาเยอะ ก็ต้องขอบคุณทั้งครอบครัว เพราะครอบครัวมีส่วนในการซัพพอร์ตเราเยอะมาก ถ้าเป็นบางครอบครัวเขาอาจจะไม่โอเคก็ได้ ที่ลูกจะออกมาทำอะไรแบบนี้ รวมถึงคนรอบข้าง สื่อที่เรารับเข้ามาด้วย เรียกว่าทางคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ตีกรอบให้เรา แต่ถึงตีเราก็คงแหวกกรอบนั้นออกมา

ความโชคดีคือ เราได้อยู่ในครอบครัวที่เข้าใจ บางครอบครัวที่ไม่เข้าใจก็อาจทำให้เก็บกดแล้ววันหนึ่งก็อาจจะระเบิดออกมา  ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องที่ไม่โอเคเท่าไหร่ แล้วอาจจะไปไกลเกินกว่าที่จะเรียกกลับมา แต่เราโชคดีตรงนั้น แต่ในความที่เราคิดว่าเราเป็นคนที่ไม่มีกรอบ แต่สิ่งที่เราทำทุกอย่างผมจะพูดกับตัวเองเสมอว่า เราจะทำอะไรให้คิดว่า สิ่งที่เราทำมันจะไปมีผลกระทบกับคนอื่นหรือเปล่า ถ้าเราทำแล้วไม่มีใครเดือนร้อนก็ทำไป แต่ถ้าทำแล้วมีคนเดือนร้อนก็จงอย่าทำ ซึ่งผมก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามที่จะทำให้มันเป็นไปในสิ่งที่ไม่สร้างความเดือนร้อนให้กับใครครับ

สถานการณ์โควิด-19 มีผลกระทบอะไรกับชีวิตของเราบ้างไหม

- หลักๆ เลยคงเป็นเรื่องของการเรียน เพราะเรายังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ แล้วมันก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไปเรียนออนไลน์ การเรียนออนไลน์เราไม่เห็นหน้าเพื่อนไม่เห็นหน้าอาจารย์ มันเหมือนมานั่งเรียนกับเทป ความรู้มันอาจจะได้จริงเพราะเรากลับมาฟังใหม่ได้ แต่ว่ามันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ถูกกระตุ้นให้อยากเรียน คิดว่านี่ คือเรื่องปกติของเด็กๆ ทุกคนที่กว่า 90% ไม่ได้ชอบเรียนหนังสือ คนที่ชอบเรียนก็มีแหละ แต่ว่าส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้ชอบอะไรแบบนั้น อาจจะไมได้ถูกชะตากับอาจารย์ ไม่ได้ชอบวิชานั้น เด็กขี้เกียจเอง มันก็เป็นเรื่องส่วนตัว อย่างเราก็ไม่ใช่เด็กที่ชอบเรียนขนาดนั้น แต่เราพยายามที่จะตั้งใจเรียนเพราะเรารู้สึกว่าเราอยากได้ความรู้ และถ้าเราเรียนเกรดออกมาได้ดีเราก็จะทำให้คนที่อยู่รอบตัวเรามีความสุข ทีนี้พอการเรียนถูกนำมาให้อยู่ในโลกของออนไลน์ เราก็รู้สึกว่านอกจากจะไม่ได้ส่งเสริมอะไรมากขนาดนั้นแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความเลื่อมล้ำในสังคมด้วย ตัวอย่าง คือ ถ้าเพื่อนบางคนที่อินเทอร์เน็ตไม่แรงพอ ถ้าเขาไม่ได้มีอุปกรณ์ที่ดีพอ เขาอาจจะไม่สามารถเรียนได้ เพราะผมเจอวิชาหนึ่งที่ต้องมีการสอบออนไลน์ แต่การสอบออนไลน์เป็นเรื่องยากเพราะอย่างถ้าเป็นข้อสอบแบบปรนัย เขาให้นั่งสอบหน้าคอม ซึ่งคุณจะต้องมีคอมพิวเตอร์ แล้วคุณก็จะต้องมีอุปกรณ์อีกเครื่องหนึ่งที่จะเอาไว้ตั้งกล้อง เพื่อดูว่าคุณจะโกงหรือเปล่า แล้วมันทำให้เรารู้ว่า โอเค! เรา หรือเพื่อนๆ บางคนอาจจะโชคดีที่มีอุปกรณ์พร้อม แต่คนที่ไม่มีล่ะ ซึ่งมันก็มีอยู่จริง เราก็เลยรู้สึกว่า มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีขนาดนั้น และควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ว่า ความเหลื่อมล้ำ มันมีอยู่จริง ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องควรจะลงมาแก้ไขให้มันได้ดีมากกว่านี้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบกับผมมากที่สุด

นอกเหนือจากเรื่องการเรียนด้วยอาจจะเพราะเรายังเด็ก ยังไม่ได้มีเรื่องที่เราต้องคิดมาก หรือเป็นห่วงมาก ก็เลยอาจจะไม่มีผลกระทบมากขนาดนั้น แต่สิ่งที่กระทบเรามากที่สุด เราคิดว่ามันเป็นเรื่องของความรู้สึก การที่เราต้องเห็นข่าวของพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องปิดร้านลงเพราะโควิด-19 การที่เราต้องเห็นข่าวของเด็กที่เข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ เห็นข่าวคนตกงาน เห็นข่าวเศรษฐกิจที่มันไม่ดี เราอาจจะไม่โดนผลกระทบโดยตรง เราก็พูดไม่ได้ว่าเราเข้าใจเขาแค่ไหน แต่การที่เราต้องมาเห็นมันทำให้เรารู้สึกเราช่วยเหลือเขาไม่ได้ หรือได้ไม่มากพอ มันค่อนข้างทำให้ความรู้สึกของเรา feel down มาก ที่ทำได้ก็คือพยายามที่จะผลิตความคิดแบบ positive thinking ออกไป ในสื่อหรือช่องทางที่เรามี อย่างพวกคำคมง่ายๆ แต่แค่มีคนผ่านมาแล้วมาเห็นได้มาอ่านแล้วทำให้เขายิ้มออกมาแม้จะแค่นิดเดียว เราก็ดีใจที่เราสามารถทำให้ช่วงหนึ่งชีวิตเขาดูมีความสุขขึ้น

NEW NORMAL คำนี้ไม่ถามไม่ได้

- NEW NORMAL (วิถีชีวิตใหม่) เราไม่ได้อยากคิดว่ามันคือ NEW NORMAL นะ แต่มันคือ การกลับคืนแบบสูงสุดสู่สามัญกันอีกครั้ง ด้วยชีวิตของคนรุ่นใหม่อาจจะติดกับโซเชียลมีเดีย หรือว่าเทคโนโลยีเยอะมาก แล้วเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ติดกับสิ่งเหล่านี้เลย เราไม่ติดโทรศัพท์ ไม่ติดเกมส์ถึงขั้นเสพติดแบบนั้น เราใช้โทรศัพท์ตามปกติ แล้วพอถึงช่วงที่เราออกไปไหนไม่ได้ บางคนเขาก็อาจจะเลือกการท่องโลกผ่านอินเทอร์เน็ต แต่เราไม่ใช่ เราเลือกที่จะทำอะไรที่มันเกิดขึ้นจริงอย่างการทำอาหารที่เราชอบ เรามีโอกาสเราก็ลงมือทำ อย่างตอนนี้เราเปิดช่อง YOUTUBE CHANNEL แล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เราอยากทำมานานมากๆ แต่ก็ยังผลัดมาเรื่อย เดี๋ยวค่อยทำแล้วกัน แล้วก็มาไม่ถึงสักที จนกระทั่งมีสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นมา ถึงมันจะเป็นเรื่องร้ายของโลก แต่มันก็มีส่วนดีที่ทำให้เราไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ทำในสิ่งที่เราต้องทำแล้วนะ เพราะว่าคุณว่างก็ถือว่าเป็นการใช้ชีวิตแบบ NEW NORMAL ของเราในช่วงนี้ครับ


กิจกรรมช่วงสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ ภูผาทำอะไรบ้าง

- ช่วงที่อยู่บ้านตอนนี้กำลังอินกับการทำอาหารอยู่ครับ เพราะชอบทำอาหารมาก โดยเฉพาะช่วงนี้จะอินกับพวกขนมไทยโบราณ ที่แบบหากินได้ยาก ก็อยากลองทำดู ตอนนี้ที่ได้ลองทำครั้งแรกก็จะเป็น บุหลันดั้นเมฆ ออกมาค่อนข้างโอเคเลยครับ (ยิ้ม) ถึงหน้าตาอาจจะยังไม่ได้เพอร์เฟคมากแต่รวมๆ แล้วก็โอเค แล้วก็มี ลืมกลืน ที่ลองทำไปบ้างแล้ว

ทำไมต้องเป็นขนมไทย

- เรารู้สึกว่าขนมไทยเป็นขนมที่มีเสน่ห์ในตัวเอง นอกจากเรื่องของรสชาติที่มีเอกลักษณ์แล้ว การทำขนมไทยต้องใส่ใจ ในทุกๆ ขั้นตอนของการทำ เราอยากให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักกับขนมไทยที่บางคนอาจจะไม่ได้รู้จัก อย่าง บุหลันดั้นเมฆ ผู้ใหญ่บางคนยังไม่รู้จักเลย แล้วเขาก็รู้สึกเซอร์ไพรส์ที่เรารู้จักขนมชนิดนี้แล้วก็ทำมันออกมา ผมอยากที่จะเผยแพร่การทำขนมไทยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

คิดยังไงกับการใช้สื่อโซเชียล “บูลลี่ (BULLY)” กัน

- เรื่องการบูลลี่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก เพราะเราเคยโดนมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยอาจจะลุคของเราหรือจากอะไรหลายๆ อย่าง จะถูกบูลลี่มาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ว่า เราเป็นผู้ชายที่ไม่ได้มีความเป็นผู้ช้ายผู้ชายเลย ไม่ได้ไปเตะต่อยกับเขา แต่ก็เล่นแบบผู้ชาย เด็กบางคนก็จะเข้ามาพูดจาแบบมึงมาพาโวย ซึ่งเราถูกสอนมาไม่ให้พูดคำหยาบ เราถูกสอนให้รู้จักที่จะดูแลคนอื่นให้ดีๆ มันก็เลยเหมือนจะดูเรียบร้อยเกินไปในสายตาของพวกเขา ทีนี้ด้วยความเป็นตัวเรากับด้วยอะไรหลายๆ อย่าง มันทำให้เรารู้สึกว่าเราค่อนข้าง strong เพราะว่าผมไม่ค่อยซีเรียสว่า ใครจะมาบูลลี่เราสักเท่าไหร่นักถามว่ามันมีฟีดแบคกับเราไหม มันก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะว่าเราเจอคนที่มีคำพูดแย่ๆ มาใส่ไว้ให้เราตั้งแต่เด็กๆ แต่เรารู้สึกว่าเราผ่านมันไปได้ด้วย พลังงานจากเพื่อน พลังงานจากพ่อแม่ครอบครัว พลังงานจากการ์ตูนที่เราดู มันทำให้เรารู้สึกว่าเราแข็งแรงแล้ว คุณอยากว่าอะไรเราก็ว่าไปเถอะ แล้วพอถึงวันหนึ่งเราจะชนะ แล้ววันหนึ่งที่เราชนะ เราจะกลับไปมองหน้าคุณแล้วบอกว่า สิ่งที่คุณทำนั้นคุณก็ได้แค่ว่าเรา

ส่วนใหญ่นิสัยของคนในสังคมชอบทำเป็นติดตลก ‘ก็แค่ล้อเล่น’ มันก็แค่การล้อเล่นเองจะจริงจังไปทำไม โอเค! คุณอาจจะคิดว่ามันคือการล้อเล่น แต่คนที่ต้องฟังคำพูดแย่ๆ เขาก็อาจไม่ได้เล่นด้วยกับคุณไง และพอวันหนึ่งเขาทนไม่ไหวแล้วเขาระเบิดมันออกมา คุณก็จะพูดแค่ว่า ‘ก็แค่ล้อเล่นเอง’ ทำไมจะต้องซีเรียสด้วย แต่..มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า การที่คนเราอดทนมา 100 ครั้ง ครั้งที่ 101 เราไม่ทน เราจะเป็นคนผิดทันที มันก็ไม่ใช่นะ คุณต้องมองย้อนกลับไปดูตัวเองด้วยว่าคุณบูลลี่เขาทำไม อะไรที่ทำให้คุณต้องไปบูลลี่เขา มันทำให้คุณมีความสุขในชีวิตหรือเปล่า

ความสัมพันธ์ในคอรบครัว

- เราโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่โอเค ไม่ได้หมายถึงฐานะ แต่เราหมายถึงความสัมพันธ์ที่โอเค เรามีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจในตัวเรามากๆ คุณพ่อเป็นคนที่สอนให้ใช้เหตุผลตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าจะดื้อจะซนหรือจะมีเรื่องอะไร เขาจะชอบพูดว่า “ถ้าจะคุยกับป๊า ให้คุยด้วยเหตุผล” เขาจะเป็นคนที่ใช้คำว่าเหตุผลเยอะมากๆ ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าไอ้เหตุผลนี่มันคืออะไร แต่พอเราโตมาเราก็เข้าใจว่าเขาแค่อยากจะบอกว่า ทุกการกระทำมันจะมีรีแอคชั่น นั่นคือสิ่งที่เขาสอนเรามา แล้วเราก็ได้เอาไปปรับใช้จริงๆ ในการทำงาน ในการใช้ชีวิต เราพยายามจะใช้ว่าเราทำแบบนี้เพราะอะไร ถ้าเราทำไปผลที่ออกมามันจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งบางทีเราก็คาดเดาได้ บางทีเราก็คาดเดาไม่ได้

ส่วนคุณแม่ เราเป็นลูกที่เป็น Mama BOY” คือ เป็นเด็กผู้ชายที่ติดแม่มากๆ ปกติดอาจจะเป็นเด็กผู้ชายที่ติดพ่อ เด็กผู้หญิงที่ติดแม่ แต่ไม่ใช่เรา ได้ความเป็นแม่มาเยอะมาก หน้าตาก็คล้ายกับคุณแม่มาก เพราะฉะนั้นความอ่อนโยนแบบผู้หญิงเราก็ได้มาจากคุณแม่ แล้วเรานำไปปรับใช้ในชีวิตจริง ทำให้หลายๆ คนที่รู้จักเรามักจะบอกว่าเราเป็นคนที่มีความอ่อนโยน มีด้านที่ซอฟท์ มีด้านที่เข้าใจคนอื่น เพราะเราได้ด้านนี้มาจากคุณแม่เยอะมากๆ บางครอบครัวพอโตขึ้นก็อาจจะไม่กล้ากอด ไม่กล้าหอม ไม่กล้าบอกรัก แต่ด้วยความที่เราสนิทกับแม่มากเพราะฉะนั้นโมเมนต์เหล่านั้นเราทำกันทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ เรารู้ว่าเรารักกัน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังบอกรักแม่ หอมแม่ กอดแม่ ได้อย่างปกติ รวมไปถึงคุณพ่อด้วย เด็กผู้ชายบางคนโตแล้วก็ไม่มีโมเมนต์นี้ แต่เราหอม เรากอดป๊าได้ ไม่ได้กลัวว่าจะถูกมองยังไง เพราะก็รู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันเราก็ทำได้

แล้วก็มีคุณน้า ที่ดูแลเรามาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเป็นคุณแม่อีกคนหนึ่ง เขาจะคอยเทคแคร์ในเรื่องต่างๆ จะกิน จะทำอะไรคอยพยายามทำให้เราสบายใจมากที่สุด ต้องขอบคุณคุณน้ามากๆ ที่ทำทุกอย่างให้เรา บางครั้งจะมีคำพูดที่เขาพูดมาแล้วเราฟังแล้วรู้สึกว่าดีจังเลย เป็น comfort zone ของเราเลย

ส่วนคนที่สนิทมากๆ เลย ก็คือ พี่สาว ซึ่งค่อนข้างที่เป็นเรื่องแปลกประหลาด เราคิดว่ามันไม่ได้แปลกประหลาดนะแต่เป็นคนอื่นที่มาบอกเราแบบนั้น เพราะปกติพี่น้องต่างเพศมักจะไม่ค่อยสนิทกัน ไม่ว่าจะอายุใกล้กัน หรือต่างกัน พี่น้องที่เป็นผู้หญิงผู้ชายมักจะมีอะไรที่ไม่เข้ากัน แต่เราเกิดมาโชคดีที่เราสนิทกัน เพราะว่าเราได้รับความรักจากครอบครัวมาเต็มที่  เราไม่เคยถูกเปรียบเทียบจากครอบครัวเลยว่าใครดีกว่าใคร เพราะฉะนั้นเราก็ไม่เกิดความอิจฉาริษยากัน ตั้งแต่เด็กๆ เวลาได้ของอะไรมา คุณพ่อกับคุณแม่สอนให้เราแบ่งเท่าๆ กัน ตอนเด็กก็มีทะเลาะกันตามประสาพี่น้องทั่วไป แต่พอเราโตขึ้นก็ไม่ค่อยทะเละกันแล้ว ทีนี้เรื่องของไลฟสไตล์ที่ทำให้เราใกล้กันได้ บางทีก็เหมือน destiny อะไรสักอย่าง พอเราชอบนักร้องฝั่งตะวันตก พี่เราก็ชอบนักร้องฝั่งตะวันตก แล้วนักร้องทั้งสองคนนั้นก็เป็นเพื่อนกัน แต่เราก็ชอบกันคนละคน พอเราเริ่มชอบพี่เราก็ชอบเกาหลีอีก แล้วมาชอบวงเดียวกันอีก ก็กลายเป็นติ่งวงเดียวกันทำให้เราคุยภาษาเดียวกันรู้เรื่อง เราเลยรู้สึกว่าเราโชคดีจังเลยที่พี่สาวมาชอบอะไรเหมือนๆ กันกับเราขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากับพี่ต้องแยกไปต่างจังหวัดกัน พอเรากลับมาเราก็จะคุยกันจนที่บ้านทักว่า นี่ไม่ได้เจอกันนานขนาดนั้นเลยเหรอ มันเป็นความสัมพันธ์ที่น่ารัก เราอยากให้คนที่เป็นพี่น้องหลายๆ คู่เป็นแบบนี้ บางทีมันอาจจะมีความเกรงใจ ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศกัน แค่มีใครสักคนเปิดใจที่จะเข้าไปหาอีกฝ่ายก่อน เราคิดว่ามันสามารถทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้

วงเกาหลีที่ชอบคือ...?

- วง Apink มีสามชิก 6 คน คาแรกเตอร์ตอนเดบิวต์จะเป็นแนวออกใสๆ น่ารัก วงนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตของเราเลย ตอนแรกจะมีสมาชิก 7 คน แต่มีสมาชิก 1 คนต้องออกจากกรุ๊ปไป แต่สิ่งที่เราชอบคือ ความสัมพันธ์ในวงที่ถึงแม้ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ความเป็นเพื่อนก็ไม่ได้จากไปด้วย ช่วงที่เดบิวต์วงนี้จะถูกปรามาสไว้เยอะเพราะทำสไตล์วงออกมาสวนกระแส แต่กลับได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ทุกเวที เพราะนั้นคือสิ่งที่เขาเป็น คือสิ่งที่เขาแตกต่าง และความแตกต่างที่มันลงตัวของพวกเขา ทำให้เขาโดดเด่น นี่คือจุดเด่นแรกที่เราได้มาจากวงนี้ เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร คุณแค่เป็นตัวของตัวเองแล้วมันจะโดดเด่นออกมาเอง อีกเรื่องคือ ที่มีสมาชิกคนหนึ่งออกไป แต่จนถึงทุกวันนี้พวกเขายังคงคุย ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่ ปีนี้วงจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว ซึ่งระยะเวลา 10 ปีของวงที่เป็นผู้หญิง ซึ่งถ้าไม่เจ๋งพอก็อยู่วงการนี้ไม่ได้ยาวนานขนาดนี้ Apink ถือคอนเซปต์วงแบบใสๆ ไว้ประมาณ 6 ปี แล้วด้วยวัยที่โตขึ้นก็ค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนคอนเซปต์จากเด็กสาวให้มีความเป็นผู้หญิงมากขึ้นมีความเซ็กซี่นิด มีความอิลิแกลนซ์ ปรากฏว่าผลตอบรับกลับมาดีมาก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เราเรียนรู้ว่า เราอาจจะมีบุคลิกที่เป็นของเรา แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เราก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เราได้ไปต่อ รวมถึงความสัมพันธ์ของเมมเบอร์ที่ยาวนานแค่ไหนก็ไม่เคยเปลี่ยน ทำให้เราคิดว่าถ้าเราได้ไปทำงาน เราก็อยากมีเพื่อนร่วมงานแบบนี้

การใช้สื่อโซเชียลมีเดียในยุคนี้

- ตอนนี้เรื่องของโซเชียลเหมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ของคนทั่วๆ ไปแล้ว ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราทุกคนใช้ชีวิตเกินครึ่งบนโลกโซเชียล เราสามารถทำให้คนรู้ว่าเราเป็นใครหรือรู้ว่าเราไม่เป็นใครก็ได้ เพราะฉะนั้นบางครั้งการที่คนไม่รู้ว่าเราเป็นใคร มันทำให้เรากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นแย่ๆ หรือด้านลบออกไป ที่เขาเรียกกันว่านักเลงคีย์บอร์ด เพราะว่าคุณอยู่หลังคียบอร์ด คุณอยู่หลังแอดเคาท์ที่ถูกสร้างขึ้นมา อาจจะไม่ใช่ตัวคุณก็ได้ คุณก็เลยกล้าที่จะพูดประโยคอะไรที่ไม่ดีแบบนั้นออกไป ความคิดของเราคือ ถ้าในชีวิตจริงคุณไม่ได้กล้าที่จะไปว่าใครแบบนั้น ในโลกออนไลน์คุณก็ไม่ควรทำ และคิดว่า คุณก็คงไม่ชอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าไปทำแบบนั้นกับใคร มันอาจจะยากแต่คุณสามารถที่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกันได้ มันไม่เหมือนคำพูด ที่เราพูดออกไปแล้วมันก็ลอยหายไปไนอากาศ แต่การพิมพ์มันอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต ต่อให้คุณลบมันไปวันหนึ่งคุณอาจจะถูกเอาประโยคนั้นออกมาทำร้ายคุณเองอีกก็ได้

อีกเรื่องของการใช้สื่อโซเชียลคือ เราไม่สามารถไว้ใจใครได้ในโลกโซเชียลได้อย่างสนิทใจ อย่างที่บอกไป การลงรูปไม่ว่าจะเป็นสื่อไหน เราเลือกรูปที่ดีที่สุด เพราะเราก็อยากที่จะให้คนได้เห็นด้านที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ทุกคนเห็น แต่เบื้องหลังของรูปนั้นเราอาจจะแต่งรูปมาแบบเยอะมาก รูปจริงก็อาจจะไม่ได้ดูดีแบบในสื่อออนไลน์ที่เราต้องการให้เห็นก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจคนบนโลกโซเชียลขนาดนั้น ในฐานะคนเล่นเอง การสร้างภาพลักษณ์เป็นเรื่องที่ดี การมีอิมเมจที่ดีเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมากๆ เพราะว่าเมื่อคุณดูดี คนก็จะมองว่าคุณดีไปด้วย แต่เราไม่อยากให้คุณเสแสร้ง การเสแสร้งกับการวางตัวจะต่างกัน การพูดจา ควรมีกาลเทศะ ควรคิดว่าคำพูดนั้นเรากำลังใช้กับใคร บางคนใช้คำพูดในสื่อแบบไหนก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวันไปด้วย ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งถ้าคุณเป็นคนตรงก็แสดงออกว่าเป็นคนตรง ไม่ต้องหยาบคายก็ได้ แค่เป็นตัวเอง ทำให้มันดีได้ครับ คิดทบทวนก่อนที่จะพูดก่อนที่จะทำอะไร มันสำคัญมากในยุคนี้ครับ

ผลงานตอนนี้มีอะไรบ้าง

- ตอนนี้ยังไม่มีผลงานอะไรที่หวือหวา เพราะว่าเราก็ยังเป็นนักศึกษาอยู่ครับ แต่พยายามที่จะเรียนรู้งานไปเรื่อยๆ จะมีก็คือ การเปิดช่อง YOUTUBE CHANNEL ชื่อช่องว่า phupadiary” ขออนุญาตขายของนะครับ คอนเซปต์ของช่อง คือ การที่เราเขียนไดอารี่ เหมือนเมื่อสมัยก่อนเราก็จะเขียนในหนังสือ ในสมุดโน้ต แล้วเราก็เก็บไว้อ่านคนเดียว ซึ่งเราก็รู้สึกว่า เรื่องบางเรื่องมันดีเกินกว่าที่เราจะรับรู้ไว้คนเดียว เราก็เลยอยากจะเล่าแชร์ไปให้คนอื่นได้รู้ด้วย ซึ่งอาจจะมีทั้งคนอยากรู้หรืออาจจะไม่มีก็ได้ ใช่ไหมครับ เราก็เลยทำช่องนี้ขึ้นมา ทีนี้ในฐานะของเด็กวารสารเราเข้าใจว่าการทำคอนเทนต์ที่ดึงดูดจะทำให้มีคนเข้ามาดูเยอะ ซึ่งตอนนี้ช่องของผมเองก็ยังมีคน Follow ไม่ค่อยเยอะ ซึ่งต่างกับคนที่เขาอยากเป็น Youtuber จริงๆ  เขาคงจะไม่พอใจ เขาคงจะต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง หรือไม่ก็หาคอนเทนต์อะไรสักอย่างที่มันอิงกับกระแสตอนนี้ แล้วเขารู้สึกว่าเขาต้องตามกระแสให้ทันเพื่อที่เขาจะได้เป็นท้อปปิคคนจะได้พูดถึงเขา เขาจะได้ เกณฑ์ attention (ความน่าสนใจ) มากขึ้น แต่ผมไม่ใช่ เพราะว่าผมทำช่อง YOUTUBE CHANNEL เพราะความต้องการของตัวเอง

มีคนแนะนำมาเหมือนกันว่าคอนเทนต์มันอาจจะเบาไปหรือเปล่า คนอาจจะไม่ได้อยากดู แต่เรารู้สึกว่าเราแค่อยากทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพราะถ้าถึงวันหนึ่งที่เราพยายามทำในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราทำ เราก็คงไปถึงจุดจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราไม่อยากที่จะทำมันแล้ว เราอาจจะเลิกล้มมันไปได้ง่ายๆ ก็จะมีเหมือนเป็นคำพูดว่า “สิ่งที่เราอยากทำ เราไม่ควรเอามันมาเป็นอาชีพ เราควรเก็บมันเอาไว้แค่เป็นงานอดิเรก” เหมือนอย่างผมที่ชอบวาดรูป มีคนถามว่าวาดรูปสวยทำไมถึงไม่เรียนศิลปะไปเลย ผมก็บอกว่าผมไม่อยากเรียนวาดรูปเพราะว่า ถ้าวันหนึ่งผมเรียนไปแล้วผมรู้สึกเครียดกับมันแล้วทำให้ผมเกลียดการวาดรูปขึ้นมาล่ะ มันจะทำให้ผมเสียสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นผมจะเก็บมันไว้ ช่อง YOUTUBE ของผมก็เหมือนกันผมทำไปกับสิ่งที่ผมอยากเป็น แล้วเรารู้สึกว่ามันสะท้อนความเป็นตัวเรามากที่สุด ถ้ามีคนมาดูแสดงว่าคนคนนั้นเขาชอบในสิ่งที่เราเป็น ซึ่งมันก็มีคนที่มาดูมาให้กำลังใจเราว่า “เราชอบคลิปของยูมากเลยนะเพราะคลิปของยูถูกใจเรามาก ขอให้ทำต่อไป” ซึ่งมันเทียบไม่ได้กับคนที่เขามีคน subscribe เป็นแสนเป็นล้าน แต่เรารู้สึกว่าคำพูดแค่นั้น มันก็ทำให้เรามีความสุขและเราก็ดีใจมากที่เราได้ทำคลิปแบบนี้ต่อไป นี่คือคอนเซปต์ของช่องผมเลยครับ

ติดตาม ภูผาได้ที่ไหน

- มี IG ใช้ชื่อว่า phupa_diary  กับ Youtube Channel ชื่อว่า phupadiary เราอยากทำให้เป็นรูปแบบของไดอารี่ เผื่ออีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เราได้ย้อนกลับมาดู มันคงเหมือนกับการที่เราได้กลับไปอ่านไดอารี่ของเราเองว่าเราผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้วนะ เมื่อเราได้กลับไปดูไปอ่าน ก็จะจำได้ว่าช่วงนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเราบ้าง เลยเป็นที่มาของชื่อว่า PHUPA DIARY  ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

ในบุคลิกที่มองผ่านๆ เราอาจเห็นเด็กผู้ชายผมยาวมาดเซอร์ออกแนวติสต์ แต่เมื่อได้ลงนั่งคุยกัน ในความติสต์นั้นกลับซ่อนปริศนาทางความคิดเอาไว้มากมายให้เราได้ออกเดินทางค้นหา การเป็นเด็กที่มี Positive Thinking ทำให้ “ภูผา” เป็นภูเขาที่ใครหลายๆ คน อาจจะอยากเดินทางแล้วหลงเข้าไปท่องเที่ยวในความคิดของเขาก็ได้ ทีมงาน D-Daytrendy พร้อมใจกันให้นิยามภูเขาลูกนี้ว่า บางครั้ง ภูผา ก็ไม่ได้แข็ง(กร้าว) เสมอไป

ALL Interview UPDATE