เอไอ- อิมมูไนเซอร์ ปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำครั้งแรกของไทย ย่นเวลาพัฒนาวัคซีน-นักวิจัยลดเสี่ยงภัยไวรัสก่อโรค COVID-19

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังและความภาคภูมิใจของคนไทยกันเลยทีเดียว กับการ “ย่นระยะเวลา” การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 จากไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่คนไทยอาจได้วัคซีนเร็วขึ้นอีกร้อยละ 30 จากที่เดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 12-18 เดือน แถมบุคลากรทางการแพทย์ไม่ต้องเสี่ยงติดเชื้อไวรัสร้าย เมื่อ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จับมือ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมครั้งแรกของไทยในช่วงวิกฤต COVID-19 ระบาด เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา จนได้ เจ้าหุ่นยนต์ทดสอบภูมิคุ้มกันอัจฉริยะในการพัฒนาวัคซีนต้นแบบ หรือ “เอไอ- อิมมูไนเซอร์” (AI-Immunizer) 2 รูปแบบ 2 ฟังก์ชั่นการใช้งาน โดยเรียกสั้นๆ ว่า Unit A และ Unit B

            อย่างที่บอก เอไอ- อิมมูไนเซอร์ เป็นการผสานเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ ทั้ง Unit A และ Unit B จึงไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ทดแทนการทำงานธรรมดา แต่ยังมี “ปัญญา” สุดล้ำ สามารถทำงานพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทางแบบครบวงจร ไมว่าจะเป็นขั้นตอนจัดเตรียมการเพาะเชื้อไวรัส การทดสอบ การประมวลผล ระบบภาพ บันทึกผล และวิเคราะห์ผลหรือแนวโน้มได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ และลดภาระขั้นตอนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากเอไอ- อิมมูไนเซอร์สามารถทำงานอัตโนมัติตลอด 24 ชม. ตามการกำหนดโปรแกรม

          นวัตกรรมจากรั้วมหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยผลักดันการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 และโรคต่างๆ ของศูนย์วิจัยวัคซีนในประเทศไทยที่มีอยู่ 50 กว่าแห่ง ให้เป็นจริงได้เร็วขึ้นอย่างปลอดภัย

            ทั้งนี้ อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของการออกแบบและวิเคราะห์พัฒนาระบบหุ่นยนต์อัจฉริยะ เอไอ- อิมมูไนเซอร์ คือ การยกระดับขั้นตอนการพัฒนาวัคซีนของไทยด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์และเอไอ ซึ่งสามารถเชื่อมเข้าสู่ระบบดิจิทัล แพลทฟอร์ม และระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ยังกระตุ้นให้เกิดสตาร์ท อัพ ด้านการพัฒนาเฮลท์ แคร์ และช่วยลดการนำเข้าวัคซีน รวมถึงเครื่องมืออุตสาหกรรมทางการแพทย์ได้จำนวนมาก

          “การพัฒนาวัคซีนในยุค New Normal ต้องใช้เวลาให้สั้น ยิ่งคิดค้นได้เร็ว ชีวิตจะยิ่งปลอดภัย และช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ” ผศ.ดร.จำรัส พร้อมมาศ ที่ปรึกษาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

            ด้าน ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์  ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล และรักษาการแทนผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนนักวิจัยต้องทำงานตอบสนองให้ทันต่อความต้องการใช้งาน ซึ่งการทำงานแข่งกับเวลาเช่นนี้ อาจก่อให้เกิดความเครียด เหนื่อยล้าและคลาดเคลื่อนได้ การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีหุ่นยนต์เอไอ- อิมมูไนเซอร์ น่าจะเป็นก้าวสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนาวัคซีนของประเทศไทยในวิถีใหม่ ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยกับทุกคน 

            ส่วนการทำงานของเอไอ – อิมมูไนเซอร์ ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า เอไอ – อิมมูไนเซอร์ Unit A เป็นหุ่นยนต์ชนิด 6 แกน มี 2 แขน เน้นการทำงานแบบริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถปฏิบัติการทดสอบระดับภูมิคุ้มกันในการลบล้างฤทธิ์ของไวรัสที่เรียกว่า Neutralization Test ทดแทนมนุษย์ได้อย่างครบวงจร โดยการทดสอบภูมิคุ้มกันนั้น  ในขั้นตอนแรกจะทำการเจาะเลือด และนำซีรั่มจากเลือดของสัตว์ทดลองหรืออาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนทดสอบ  เพื่อให้ทราบถึงระดับภูมิคุ้มกันว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด โดยหุ่นยนต์ Unit A จะเจือจางซีรั่มตัวอย่างในตัวทำละลายและผสมเข้ากันกับไวรัสที่ต้องการทดสอบ ก่อนนำตัวอย่างที่ผสมแล้วเข้าสู่เซลล์เพาะเลี้ยง

            จากนั้น เอไอ – อิมมูไนเซอร์ Unit B ที่มีแขนเดียวและเก่งในเรื่องการทำงานแบบซ้ำๆ  จะนำเซลล์ที่เพาะเลี้ยงมาดูดน้ำเลี้ยงเซลล์ออก แล้วนำซีรั่มที่ผสมไวรัสซึ่งเจือจางแล้วโดยหุ่นยนต์ Unit A มาใส่ลงในเซลล์ ใส่อาหารเลี้ยงเซลลกึ่งแข็ง นำไปเข้าตู้บ่มเพาะประมาณ 7 วัน บ่มเพาะจนปรากฏเป็นไวรัสพลาค (Plaque) ขึ้นมา จากนั้นระบบวิเคาะห์เอไอจึงอ่านผลการทดลองโดยนับจำนวนของไวรัสพลาคที่ปรากฎ และวิเคราะห์ระดับของภูมิคุ้มกัน

          “นวัตกรรมที่ทีมวิจัยยช่วยกันคิดค้นในครั้งนี้ กล่าวได้ว่าสามารถทดแทนการทำงานของมนุษย์ ลดความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ ลดข้อผิดพลาด ลดความซ้ำซ้อน และเรายังออกแบบให้เป็นระบบปิดในการปฏิบัติการด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic Condition) ซึ่งปลอดภัยต่อการใช้งาน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ

          ขณะที่ ดร.พร้อมสิน มาศรีนวล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ เอไอ- อิมมูไนเซอร์ จะส่งผลดีต่อการเสริมศักยภาพการพัฒนาวัคซีนไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ และรองรับการวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้งในและต่างประเทศ

          นวัตกรรมหุ่นยนต์ เอไอ – อิมมูไนเซอร์ จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือเร่งขับเคลื่อนให้คนไทยมีวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เร็วขึ้น แต่ยังเป็นการยกระดับการพัฒนาวัคซีนของไทยสู่ระดับโลกอีกด้วย

ALL News Biz & Society UPDATE